Apirat's profileหุ่นไล่กาPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
หุ่นไล่กาสายลม แสงแดด ต้นไม้ ลำธาร เมฆหมอก...ชีวิต |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
It's a Guestbook !!! อ่านแล้วต้องบุ๊ค !!!
อย่าได้เข้ามาลอบอ่านแล้วหนีไปเด็ดขาดนะเฟร้ยยยยย !!!
April 06 ดีมั้ย ?เบื่อ ............ ไม่รู้จะทำอะไร ..............
ไม่มีที่อยู่ ................. ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ ............ ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ ......................................
ทุกอย่างมันแก้ไขได้หมดแล้ว มันดีขึ้นแล้ว มันปกติแล้ว ........................................... ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ..................................
เอาไงดี ? ไปเลยดีมั้ย ? หรือจะ ..... หลับยาวดีนะเรา ? ........ ทุกวันนี้มันก็ว่างเปล่าอยู่แล้วนี่อะเนอะ ...............
เฮ้อ .......... เอาไงดี ???? คิดไม่ออก .......... หรือจะต้อง .... หลับยาวจริงๆ นะ ?
ดีมั้ยนะ ? May 27 ฝนซัดนกซะสลบ -*-
๐ สกุณาบินสู่ฟ้า ห่อนขลาด ๐ สายฝนหยดสู่เข้า ผืนดิน
April 23 สิงคโปร์รอบที่สามโอ้ .... ได้กลับไปเที่ยวที่สิงคโปร์อีกรอบ ... แต่ว่าคราวนี้เราพาป๊ากับม้าไป (พวกแกเพิ่งไปเป็นครั้งแรก) เพราะที่ผ่านๆ มามีแค่สามพี่น้องโดนปล่อยเกาะให้ไปกันเอง ...
การเดินทางคร้้งนี้คนในกลุ่มเราน้อยกว่าที่วางไว้ เพราะตอนแรกตั้งใจจะพาพวก supplier ไปเที่ยวด้วย แต่ว่าไปๆ มาๆ พากันไม่ยอมไปกัน (แปลกมั้ย ? ทั้งที่ไปก็ไปฟรี) สุดท้ายเลยเหลือแค่ไม่กี่คนได้แก่ เบิด เบ้น ป๊าม้า ป้ารีย์ พี่เปี้๊ยกเปลว แล้วก็องดิ่ง (คุณตาดิ่งนั่นเอง) สิริรวมแล้วเป็นแปดคนพอดีพอดิบ
เราออกเดินทางกันในวันที่สิบสามเมษายนเลย เป็นวันสงกรานต์พอดี โดยออกจากขอนแก่นตอนเช้า (ซึ่งไอ้เบ้นก็เพิ่งกลับบ้านพอดี มัวแต่ไปเที่ยวอยู่) ไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิโดยสายการบิน Swiss Air โดยคณะทัวร์ online tour ... ขอบอกว่าบริการได้เชี่ยมาก ... (แต่ไกด์ฟรีแลนซ์ที่ไปกับเราอะ เค้าดีมาก แต่คนที่ดูแลลูกค้าที่สนามบินของบริษัททัวร์นี้ควรเอาไปเฝ้าห้องส้วมนะ) เพราะสภาพแรกที่เราเห็นเค้าคือ ผู้ชายผมยาว กางเกงเดฟ เสื้อเชิ้ตสีดำ หน้าเก๊ก ท่าทางเก๊ก รองเท้าหนังหัวแหลม เจาะหูเต็ม สะบัดผมไปมา ทำตัวเป็นร็อกเกอร์ ตามกางเกงก็มีสายเหล็กระโยงระยาง ... เอาน่า . ... อย่ามองคนแค่ภายนอก เพราะว่าหลายคนที่เค้าเป็นแบบนี้แต่สุภาพนิสัยดีก็เยอะ ... แต่ไม่ใช่เลย ของจริงมันไม่ใช่เลย ! พอมันเดินมาเข้ามาที่กรุ๊ปทัวร์ มันก็พูดเหมือนมันเป็นเจ้านายพวกเรา ตอนที่ยื่นพาสปอร์ตคืนพวกเราก็เรียกแต่ชื่อ "อภิรัตน์" "อภิศักดิ์" "ทวี" "อาทัศนัย" "ภาวินี" ฯลฯ .... ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกค้ามัน และพ่อแม่ป้าและตาเราก็แก่กว่ามัน แต่มันกลับเรียกแต่ชื่อเฉยๆ ไม่มีคำว่า "คุณ" นำหน้าแต่อย่างใด อีกทั้งการเรียกของมันยังเรียกแบบเก๊กๆ เหมือนว่าตัวเองเตรียมขึ้นเวทีแทนฮิเดะแห่ง X Japan ที่ตายไปซะงั้นน่ะมึง ! พอแม่เราเข้าไปถามกับมันเรื่องรายละเอียดต่างๆ .... ท่ายืนของมันก็ทุเรศมาก ... คือเป็นการยืนมองหน้าเอียงคอแล้วก้มมอง (เพราะมันสูงกว่าแม่เราเยอะ) และมือข้างนึงก็เอาหนังสือไกด์พัดตัวเองไปมา ยืนทำท่าเหมือนตัวเองเป็นดาราญี่ปุ่นที่มีคนมาขอคุยด้วยอย่างนั้่นล่ะ .... (แต่ขอโทษที หน้าตามึงเหมือนพวกพม่าอพยพไปขายแรงงานแถวเขมรอะ ยิ่งบวกกับการแต่งตัวแบบเจร๊อกแบบผิดๆ เข้าไปด้วยแล้ว .....ยิ่งทำให้มันดูไม่จืด .... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อบวกพฤติกรรมสั่วๆ ของมัน)
พล่ามมานาน ... สรุป ... ONLINE TOUR มีพนักงานที่สันดานมากครับ ... ผมไม่พอใจอย่างแรง
ต่อๆ ขอข้ามชอตไปที่เดินทางไปสิงคโปร์ดีกว่า
เราเดินทางประมาณสองชั่วโมง ก็ไปถึงสนามบินชางฮี วันแรกที่ไปถึงก็ไม่มีไรมากได้กินข้าวเย็น (เพราะไปถึงก็หกโมงเย็นแล้ว) ก่อนที่จะไป night safari ดูนั่นนี่นิดหน่อย ก็ไปนอนที่โรงแรม bencoolen หรือไงนี่ล่ะ ... ชื่อประมาณเนี่ย ลืมแล้ว
วันที่สอง ตื่นมาก็ไปตะลอนเที่ยว เจอนั่นนี่นู่นมากมาย ไปดูสวนนกจูล่ง สำหรับเราก็เหมือนเดิม มากี่ทีก็เหมือนเดิม แต่ป๊าม้า ก็สนุกสนานกันใหญ่ แต่อาม้าดูโชว์ไปก็หิวไป เราเลยต้องไปซื้อลูกชิ้นที่แพงที่สุดในโลกมาให้กิน (แพงจริงๆ ให้ดิ้นตาย สี่ลูก เจ็ดสิบบาท) เอาวะ ไม่อิ่มก็ต้องอิ่มกันล่ะคราวนี้ !!!
หลังจากนั้นเราก็ไปที่เกาะเซ็นโตซ่า ระหว่างทางมันต้องขึ้นกระเช้าไป ... ฮ่าๆๆๆๆ คงไม่ต้องบอกนะว่าอาป๊าจะเป็นยังไง ... นิ่งสนิทเลย ..... แกกลัวความสูงคร้าบ !!! ยิ่งพอไปถึงที่เกาะเซ็นโตซ่า เค้าพากันไปนั่งหอชมวิวสูงๆ อีก แกก็ยิ่งนิ่งสนิทเลยทีนี้ !!! แป่วๆ ฮ่าๆๆๆ แต่ว่าแกได้ปล่อยแก่ ก็ไอ้ตอนที่เค้าให้ไปเล่น Luge นี่ล่ะ ... สนุกดี จริงๆ มันก็เป็นไอ้รถเลื่อนเหมือนบ้านเรานั่นแล .... ไหลปรื๊ดๆ ไป ให้คนแก่ได้ปล่อยแก่ซะหน่อย หลังจากที่เราไปชมหุ่นขี้ผึ้ง และพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของสิงหปุระเค้า .... (ปกติ มันจะมีหุ่นที่คอยแกล้งคน โดยทำให้คนตกใจ ซึ่งคราวนี้เบิดกับเบ้นไม่ตกหลุมพรางแล้วครับพี่น้อง .... แต่ว่านะ .... พอมาคราวนี้มันเสือกเอาคนจริงๆ มาเก๊กเป็นหุ่นปนๆ กันด้วยนี่สิ ... หลอนจริงๆ ให้ดิ้นตาย)
หลังจากนั้นพวกเราก็รอเวลาเพื่อไปชมน้ำพุดนตรี Songs of the Sea ซึ่งมันเปลี่ยนใหม่ มันทุบที่เก่า แล้วย้ายมาโชว์ที่ใหม่ เปลี่ยนโชว์ใหม่หมด ... แจ่มไปเลย สวยดีครับ
คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงห้องพัก พวกเราก็ตะลอนเดินเที่ยวเมืองยามราตรี ไปเดินดูนู่นนี่นั่นยามค่ำคืน เห็นร้านรวงมากมายหลากหลาย เดินซื้อ เดินดูไปเรื่อย ก่อนที่จะกลับเข้านอนกัน
แต่ว่า ..... คืนนั้นเบ้น พี่เปี๊ยก และพี่เปลว ออกมาเที่ยวครับพี่น้อ่ง ... มานั่งเล่นที่บาร์ของโรงแรม สักพักมีแม่ป้าคนนึงมานั่งด้วย แล้วป้าแกก็พาสามหนุ่มไปปล่อยที่ออร์ชาร์ด (ปล่อยเฉยๆ นะ แล้วป้าแกก็กลับบ้าน ป้าแกเป็นคนดีจริงๆ พามาเที่ยว เพราะแกเห็นเปนคนไทยเหมือนกัน) สามหนุ่มก็สนุกเลยทีนี้ .... แต่พี่เปี๊ยกบอกว่า "กูสะท้อนใจ" แกบอกว่าผับที่นั่นมันก็จะมีสาวๆ มาขายปนๆ ด้วย .... บางคนเนี่ยคราวแม่เลย เดินว่อนไปร่อนมา.... แกบอกว่า ตอนแรกไปที่ชั้นแรกของผับก็คนเยอะ สาวๆ ที่มาก็หน้าตาดีอยู่ แต่หลังจากที่แกกับเดอะแก๊งค์กลับมาจากชั้นสองเท่านั้นล่ะ ... เหลือแต่คุณป้าคราวแม่เลยทีนี้ ... แล้วพวกป้าๆ ก็ชอบเดินมาสีๆ คุณพี่เปี๊ยกซะด้วย .... ฮ่าๆๆๆๆ น่าสงสารแกเนอะ
คืนนั้นสามคนนั้นกลับโรงแรมด้วยความไม่สวัสดิภาพ เพราะเบ้นทำเป๋าตังค์หาย ... !!! ไม่รู้ไปสะเพร่าทำหล่นที่ไหนยังไง !!!
เช้าวันที่สาม ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย พากันไปนั่งเรือชมเมือง ก่อนที่จะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม (ซึ่งอาม้าไปถามเสี่ยงทายแล้วไม่ได้ดั่งใจ เลยมาพาลอาละวาดใส่ลูกๆ ซะงั้นน่ะ ฮ่าๆๆๆๆ) และเค้าก็พาเราไปปล่อยที่ออร์ชาร์ด .... เดินซื้อของพอหอมปากหอมคอ... โดยเจ้าเบิดกับเจ้าเบ้นก็แยกกันออกไป เพราะว่าคนอื่นๆ เค้าเดินกันไม่ไหว เราสองคนเลยโซโลเองเลย พอกลับมาอีกที ก็ได้เวลาขึ้นรถกลับแล้ว ซึ่งอาม้าบ่นเซ็งเล็กๆ เพราะว่าแกจะแอบซื้อนาฬิกาให้อาป๊าแต่ว่าเราไม่อยู่ดูให้ แกเลยไม่กล้า ... แหม้ เรือนนั้นสวยซะด้วย น่าเสียดายแฮะ
สุดท้าย เราก็ได้กลับกัน .... เดินทางแบบนี้มันก็เหนือยอยู่นะเนี่ย ตะลอนๆๆ อย่างเดียว ใช้ร่างกายซะคุ้มเลย พอกลับมาถึงเมืองไทยก็หลับเป็นตายบนรถตู้จนถึงขอนแก่น ^____^ ฟรี้ zzZZZ
March 26 I'm no dictionary !ก็นะ ... ก็เข้าใจความลำบากของคนอื่นอยู่เหมือนกัน แต่ ผมไม่ใช่ดิคชั่นนารีนะคร้าบ แต่ละคนนะ .... ให้แต่งประโยคนั่นนี่ให้มั่งล่ะ ... แปลบทความให้มั่งล่ะ ... บางคนเป็นรายงานมาเลย T___T เอะอะๆ ก็ถามผมอยู่คนเดียว .... ไม่ว่าจะเป็นคำว่าอะไร ศัพท์แขนงไหน ผมก็ต้องรู้หมด -*- โดยเฉพาะไอ้ศัพท์เฉพาะทางเนี่ย !!! ไม่ว่าจะทางการแพทย์ วิศวะ การช่าง เกษตร การเงิน กวี ปรณัม หรือแม้แต่ จิตวิญญาณ ฯลฯ ใครมีปัญหาคำศัพท์ก็ถามมาแต่ผม .... ฮ่วย !!!! ผมก็เป็นคนนะ ไม่ใช่ดิคชั่นนารีเดินได้ อย่างน้อย ผมก็ยังกินข้าวเป็นอาหาร ไม่ใช่ดิคชั่นนารี !!! งึดๆๆๆๆๆ March 11 ถ้วยฟูเศร้าอีกแล้ว ...
ไม่มีถ้วยฟูอีกแล้ว
เข้าบ้านมาไม่มีหน้าหมามารอเราอีกแล้ว
ทำไมวะ ? ทำไมจู่ๆ ก็ไปวะ ? ไม่เป็นโรค ไม่เป็นอะไรเลย .. .
กูเซ็ง .... กูรักของกูมากๆ เลยนะเนี่ย
แม่ง ... ถ้วยฟู ...
February 21 Againขอบคุณป๊ากับม้า ถึงได้มีวันนี้อีกรอบ อีกครั้ง
มันไม่ใช่วันที่ยินดีว่าได้เกิด แต่ว่า เป็นวันที่น่ายินดี ที่ได้มีชีวิตรอดมาอีกปี
วันนี้ ปีนี้ มีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมากมายกว่าที่ผ่านๆ มา
มันมากมาย แต่บางอย่างก็ขาดหาย แต่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ ... มันก็สบายใจ มันเข้าใจมากขึ้น
ขอบคุณสำหรับทุกๆ ความรู้สึกที่ดี ทุกความรัก ความหวังดี สายสัมพันธ์ สายใย และ อะไรบางอย่าง ที่อาจจะไม่สามารถกล่าวมาเป็นคำพูดได้ ที่ทุกๆ คนได้ให้มา
วันนี้ก็ได้เติมเต็มไปอีกครั้ง อีกรอบ .... อาจจะขาดไป "บางอย่าง" แต่ก็ไม่เป็นไร
ขอบคุณครับ ดีใจที่เป็นคนโชคดีที่ได้ความรู้สึกเหล่านี้มา ....
แล้วจะตอบแทนกลับไปเช่นกันครับ
I love you all, all of my all.
February 15 ค่าโง่โถ่ !!!
เมื่อวานก่อนไปย่ำต๊อกแถวๆ พารากอน เลยแวะไปซื้อสายดาต้ากับตัวชาร์จของวอร์กแมนที่ทำหายในช็อปโซนี่
ก็ไปถามราคาว่าเท่าไหร่ พี่ที่ชอปบอกว่า ไอ้ตัวชาร์จมันราคา 790 บาท ส่วน ไอ้สายดาต้าน่ะราคา 941 บาท สิริรวมแล้วก็ 1731 บาท ไอ้เราก็อืม ก็ทำไงได้ ก็จำเป็นนี่หว่าก็ต้องซื้อล่ะ .. ไม่งั้นก็ต้องทิ้งวอร์กแมน
แต่ว่าที่ร้านมันดันมีแค่ตัวชาร์จ ส่วนไอ้ดาต้าเคเบิลน่ะต้องสั่งเอา พี่แกบอกว่า อาทิตย์นึงถึงได้ ไอ้เราก็คงรอไมได้ เพราะไม่ไดเป็นอยู่ที่นั่นซะหน่อย เลยบอกพี่แกไปว่า เราน่ะไม่ได้อยู่ที่นั่นนะ เป็นเด็ก ตจว. พี่แกก็เลยถามว่าอยู่ไหน พอบอกว่าอยู่ ขอนแก่น พี่แกก็บอกว่า "อ้อ ขอนแก่นก็มีศูนย์นะ ไปสั่งที่นั่นก็ได้"
โอเค เราก็เลยซื้อมาแค่ตัวชาร์จอย่างเดียว แล้วกลับมาสั่งดาต้าเคเบิ้ลทีหลังเอา
มาวันนี้ ก็ไปสั่งเลยครับ ที่ศูนย์โซนี่ขอนแก่น ....
"พี่ครับ สายดาต้าเคเบิ้ลของวอร์กแมน A3000 น่ะครับ"
"อ้อ ต้องสั่งนะคะ .... เดี๋ยวเช็กราคาก่อน ... ......... อ้อ ... มันจะมาพร้อมกับตัวชาร์จนะ ...... ราคาตัวชาร์จ 550 บาท แล้วสายดาต้าก็ 450 เบ็ดเสร็จก็ 1000 พอดีค่ะ"
......... หน้าไอ้เบิดตะลึงอย่างแรง !!!!
"ห๊า อะไรนะพี่ .. มันราคาเท่าไหร่นะ ? (ซึ่งพี่แกก็ย้ำให้ฟังอีกทีว่าราวๆ พันนึง) อ้าว แล้วมันตัวเดียวกันกับของผมแน่นะ ? มัน A3000 นะพี่" (ก็ยังเกรงว่าพี่แกคงดูมาผิดรุ่น)
ก็ถามไปถามมา ซักไปไซ้มา เลยได้รู้ว่า ... ถ้าสั่งที่พารากอนจะแพงกว่าอย่างนี้แล .. ไม่ใช่ว่ามันเป็นพารากอนหรอก .... แต่ว่าถ้าสั่งที่ชอป ราคามันจะสูงกว่า เพราะมันจะมีแพคเกจให้ มีนู่นนี่ที่สวยงามกว่า (ซึ่งกูก็คงไม่ได้กะเอากล่องมันมาขึ้นหิ้งบูชาหรอก)
เท่านั้นไม่พอ พี่แกยังบอกว่า ถ้าเป็นอุปกรณ์ปรินเตอร์ ถ้าซื้อที่ช็อปจะราคา 6000 บาท แต่ว่าถ้าซื้อกับพี่แก ที่ศูนย์น่ะ .... จะแค่ 3000 บาทเองครับพี่น้อง !!!!
สรุป ไอ้เบิดเสียค่าโง่ไปเลย T_____T ดีนะ ว่ายังไม่ได้ซื้อหมดทุกชิ้น ไม่งั้นช้ำใจกว่านี้แน่ๆ T____T
เลยอยากป่าวประกาศให้พี่น้องผองเพื่อนได้รับรู้ว่า ถ้าจะซื้ออุปกรณ์อะไหล่ ให้ไปถามศูนย์ก่อนที่จะไปซื้อที่ช้อปมัน ไม่งั้นอาจจะชีช้ำกะหล่ำปลีอย่างผมได้ T__________T
กูมันโง่ January 15 การลาจาก
January 13 ฝันได้คุยโทรศัพท์กันแบบบังเอิญ .... เพราะทางนั้นคิดว่าได้คุยกับเพื่อนเรา ... แต่จริงๆ แล้วเป็นเราต่างหากที่ได้รับสาย
เลยได้คุยกัน .....
ช่องว่างที่มีมันหายไปไหนหมดไม่รู้
รู้แค่ว่า ..... คุยกันได้สนิทใจเหมือนเดิม
ไม่มีใคร ไม่มีคนอื่น ..... มีเพียงเราในห้วงนั้น
เหมือนว่าไม่เคยมีช่วงเวลาที่หายไปเลย
และก็จะได้เจอกันในเย็นวันนั้น ......
คุยกันนานจริงๆ นะเนี่ย ..... สบายใจ ..... ยิ้มตลอดเลย
และก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ต่างกัน ........
แต่ก็อีกนั่นล่ะ ...... รู้สึกตัวอีกที ก็ตื่นแล้ว
ช่างเป็นฝันที่ดีจริงๆ ..... เหมือนจริงเป็นที่สุด ..... เมื่อคืนฝันดีที่สุด ..... จดจำได้ทุกคำพูดที่ได้คุยกัน ...... ทำเอายิ้มไปทั้งวัน และก็มีความสุขไปทั้งวัน
ถ้ามันเป็นจริงได้ ....ชีวิตคงได้รับการเติมเต็มไปอีกจุดหนึ่ง
November 10 เพิ่งรู้ว่าร้ายเพิ่งรู้ตัว ว่าตัวเองร้าย มีคนกลัว ไม่กล้าขัดใจ
คนที่รู้จักเราเพียงผิว เค้ากลัวเรา ... มองว่าเราร้าย เอาแต่ใจ ... ไม่ฟังคนอื่น ...... ..... ไม่แคร์คนอื่น
อืม ..... คนเราคงไม่สามารถทำถูกใจคนทุกคนบนโลกนี้ได้หรอก ... แต่ว่า เราก็จะพยายามทำให้คนรอบตัวเรามีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน
แต่ก็นะ ... เพิ่งรู้จริงๆ ว่า คนอื่นๆ เค้ามองเราเป็นคนแบบไหน ...... นี่เราร้ายขนาดนั้นเลยหรอ ? เค้ากลัวเราขนาดนั้นเลยหรอ ? เราเคยจองเวรใครไหมหนอ ?
คงต้องใช้เวลาอีกนาน เพื่อจะเปลี่ยนมุมมองเหล่านั้น จากคนที่เราแคร์
เพราะว่าแคร์ เบิดถึงใส่ใจ เบิดถึงคิดมากอยู่อย่างนี้
เฮ้อ
ไอ้เบิดเองก็อยากให้มีคนบังคับ ขัดใจ แล้วก็ไม่ฟังเบิดเหมือนกันนะ .... ขัดใจกันหน่อยได้มั้ย ? (แต่ขอเพียงแค่มีเหตุผลมาคุยกันก็พอ) ไม่ใช่เงียบไปแล้วบอกว่า "เบิดไม่ฟังใคร" ... ก็ไม่มีใครพูดให้เบิดฟังนี่นา
แล้วเบิดจะฟังใครได้ยังไงหรอ ?
|
ลิงก์ไปที่ต่างๆ ค้าบ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|