Apirat's profileหุ่นไล่กาPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    23 April

    สิงคโปร์รอบที่สาม

     
     
    โอ้ .... ได้กลับไปเที่ยวที่สิงคโปร์อีกรอบ ... แต่ว่าคราวนี้เราพาป๊ากับม้าไป (พวกแกเพิ่งไปเป็นครั้งแรก) เพราะที่ผ่านๆ มามีแค่สามพี่น้องโดนปล่อยเกาะให้ไปกันเอง ...
     
     
    การเดินทางคร้้งนี้คนในกลุ่มเราน้อยกว่าที่วางไว้ เพราะตอนแรกตั้งใจจะพาพวก supplier ไปเที่ยวด้วย แต่ว่าไปๆ มาๆ พากันไม่ยอมไปกัน (แปลกมั้ย ? ทั้งที่ไปก็ไปฟรี) สุดท้ายเลยเหลือแค่ไม่กี่คนได้แก่ เบิด เบ้น ป๊าม้า ป้ารีย์ พี่เปี้๊ยกเปลว แล้วก็องดิ่ง (คุณตาดิ่งนั่นเอง)  สิริรวมแล้วเป็นแปดคนพอดีพอดิบ
     
     
    เราออกเดินทางกันในวันที่สิบสามเมษายนเลย เป็นวันสงกรานต์พอดี โดยออกจากขอนแก่นตอนเช้า (ซึ่งไอ้เบ้นก็เพิ่งกลับบ้านพอดี มัวแต่ไปเที่ยวอยู่) ไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิโดยสายการบิน Swiss Air โดยคณะทัวร์ online tour ... ขอบอกว่าบริการได้เชี่ยมาก ... (แต่ไกด์ฟรีแลนซ์ที่ไปกับเราอะ เค้าดีมาก แต่คนที่ดูแลลูกค้าที่สนามบินของบริษัททัวร์นี้ควรเอาไปเฝ้าห้องส้วมนะ) เพราะสภาพแรกที่เราเห็นเค้าคือ ผู้ชายผมยาว กางเกงเดฟ เสื้อเชิ้ตสีดำ หน้าเก๊ก ท่าทางเก๊ก รองเท้าหนังหัวแหลม เจาะหูเต็ม สะบัดผมไปมา ทำตัวเป็นร็อกเกอร์ ตามกางเกงก็มีสายเหล็กระโยงระยาง ... เอาน่า . ... อย่ามองคนแค่ภายนอก เพราะว่าหลายคนที่เค้าเป็นแบบนี้แต่สุภาพนิสัยดีก็เยอะ ... แต่ไม่ใช่เลย ของจริงมันไม่ใช่เลย ! พอมันเดินมาเข้ามาที่กรุ๊ปทัวร์ มันก็พูดเหมือนมันเป็นเจ้านายพวกเรา ตอนที่ยื่นพาสปอร์ตคืนพวกเราก็เรียกแต่ชื่อ "อภิรัตน์" "อภิศักดิ์" "ทวี" "อาทัศนัย" "ภาวินี" ฯลฯ .... ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกค้ามัน และพ่อแม่ป้าและตาเราก็แก่กว่ามัน แต่มันกลับเรียกแต่ชื่อเฉยๆ ไม่มีคำว่า "คุณ" นำหน้าแต่อย่างใด อีกทั้งการเรียกของมันยังเรียกแบบเก๊กๆ เหมือนว่าตัวเองเตรียมขึ้นเวทีแทนฮิเดะแห่ง X Japan ที่ตายไปซะงั้นน่ะมึง ! พอแม่เราเข้าไปถามกับมันเรื่องรายละเอียดต่างๆ .... ท่ายืนของมันก็ทุเรศมาก ... คือเป็นการยืนมองหน้าเอียงคอแล้วก้มมอง (เพราะมันสูงกว่าแม่เราเยอะ) และมือข้างนึงก็เอาหนังสือไกด์พัดตัวเองไปมา ยืนทำท่าเหมือนตัวเองเป็นดาราญี่ปุ่นที่มีคนมาขอคุยด้วยอย่างนั้่นล่ะ .... (แต่ขอโทษที หน้าตามึงเหมือนพวกพม่าอพยพไปขายแรงงานแถวเขมรอะ ยิ่งบวกกับการแต่งตัวแบบเจร๊อกแบบผิดๆ เข้าไปด้วยแล้ว .....ยิ่งทำให้มันดูไม่จืด .... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อบวกพฤติกรรมสั่วๆ ของมัน)
     
     
    พล่ามมานาน ... สรุป ... ONLINE TOUR มีพนักงานที่สันดานมากครับ ... ผมไม่พอใจอย่างแรง
     
     
    ต่อๆ ขอข้ามชอตไปที่เดินทางไปสิงคโปร์ดีกว่า
     
     
    เราเดินทางประมาณสองชั่วโมง ก็ไปถึงสนามบินชางฮี วันแรกที่ไปถึงก็ไม่มีไรมากได้กินข้าวเย็น (เพราะไปถึงก็หกโมงเย็นแล้ว) ก่อนที่จะไป night safari ดูนั่นนี่นิดหน่อย ก็ไปนอนที่โรงแรม bencoolen หรือไงนี่ล่ะ ... ชื่อประมาณเนี่ย ลืมแล้ว
     
    วันที่สอง ตื่นมาก็ไปตะลอนเที่ยว เจอนั่นนี่นู่นมากมาย ไปดูสวนนกจูล่ง สำหรับเราก็เหมือนเดิม มากี่ทีก็เหมือนเดิม แต่ป๊าม้า ก็สนุกสนานกันใหญ่ แต่อาม้าดูโชว์ไปก็หิวไป เราเลยต้องไปซื้อลูกชิ้นที่แพงที่สุดในโลกมาให้กิน (แพงจริงๆ ให้ดิ้นตาย สี่ลูก เจ็ดสิบบาท) เอาวะ ไม่อิ่มก็ต้องอิ่มกันล่ะคราวนี้ !!!
    หลังจากนั้นเราก็ไปที่เกาะเซ็นโตซ่า ระหว่างทางมันต้องขึ้นกระเช้าไป ... ฮ่าๆๆๆๆ คงไม่ต้องบอกนะว่าอาป๊าจะเป็นยังไง ... นิ่งสนิทเลย ..... แกกลัวความสูงคร้าบ !!! ยิ่งพอไปถึงที่เกาะเซ็นโตซ่า เค้าพากันไปนั่งหอชมวิวสูงๆ อีก แกก็ยิ่งนิ่งสนิทเลยทีนี้ !!! แป่วๆ ฮ่าๆๆๆ แต่ว่าแกได้ปล่อยแก่ ก็ไอ้ตอนที่เค้าให้ไปเล่น Luge นี่ล่ะ ... สนุกดี จริงๆ มันก็เป็นไอ้รถเลื่อนเหมือนบ้านเรานั่นแล .... ไหลปรื๊ดๆ ไป ให้คนแก่ได้ปล่อยแก่ซะหน่อย หลังจากที่เราไปชมหุ่นขี้ผึ้ง และพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของสิงหปุระเค้า .... (ปกติ มันจะมีหุ่นที่คอยแกล้งคน โดยทำให้คนตกใจ ซึ่งคราวนี้เบิดกับเบ้นไม่ตกหลุมพรางแล้วครับพี่น้อง .... แต่ว่านะ .... พอมาคราวนี้มันเสือกเอาคนจริงๆ มาเก๊กเป็นหุ่นปนๆ กันด้วยนี่สิ ... หลอนจริงๆ ให้ดิ้นตาย)
     
    หลังจากนั้นพวกเราก็รอเวลาเพื่อไปชมน้ำพุดนตรี Songs of the Sea ซึ่งมันเปลี่ยนใหม่ มันทุบที่เก่า แล้วย้ายมาโชว์ที่ใหม่ เปลี่ยนโชว์ใหม่หมด ... แจ่มไปเลย สวยดีครับ
     
     
    คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงห้องพัก พวกเราก็ตะลอนเดินเที่ยวเมืองยามราตรี ไปเดินดูนู่นนี่นั่นยามค่ำคืน เห็นร้านรวงมากมายหลากหลาย เดินซื้อ เดินดูไปเรื่อย ก่อนที่จะกลับเข้านอนกัน
     
    แต่ว่า ..... คืนนั้นเบ้น พี่เปี๊ยก และพี่เปลว ออกมาเที่ยวครับพี่น้อ่ง ... มานั่งเล่นที่บาร์ของโรงแรม สักพักมีแม่ป้าคนนึงมานั่งด้วย แล้วป้าแกก็พาสามหนุ่มไปปล่อยที่ออร์ชาร์ด (ปล่อยเฉยๆ นะ แล้วป้าแกก็กลับบ้าน ป้าแกเป็นคนดีจริงๆ พามาเที่ยว เพราะแกเห็นเปนคนไทยเหมือนกัน) สามหนุ่มก็สนุกเลยทีนี้ .... แต่พี่เปี๊ยกบอกว่า "กูสะท้อนใจ" แกบอกว่าผับที่นั่นมันก็จะมีสาวๆ มาขายปนๆ ด้วย .... บางคนเนี่ยคราวแม่เลย เดินว่อนไปร่อนมา.... แกบอกว่า ตอนแรกไปที่ชั้นแรกของผับก็คนเยอะ สาวๆ ที่มาก็หน้าตาดีอยู่ แต่หลังจากที่แกกับเดอะแก๊งค์กลับมาจากชั้นสองเท่านั้นล่ะ ... เหลือแต่คุณป้าคราวแม่เลยทีนี้ ... แล้วพวกป้าๆ ก็ชอบเดินมาสีๆ คุณพี่เปี๊ยกซะด้วย .... ฮ่าๆๆๆๆ น่าสงสารแกเนอะ
     
    คืนนั้นสามคนนั้นกลับโรงแรมด้วยความไม่สวัสดิภาพ เพราะเบ้นทำเป๋าตังค์หาย ... !!!  ไม่รู้ไปสะเพร่าทำหล่นที่ไหนยังไง !!!
     
     
     
    เช้าวันที่สาม ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย พากันไปนั่งเรือชมเมือง ก่อนที่จะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม (ซึ่งอาม้าไปถามเสี่ยงทายแล้วไม่ได้ดั่งใจ เลยมาพาลอาละวาดใส่ลูกๆ ซะงั้นน่ะ ฮ่าๆๆๆๆ) และเค้าก็พาเราไปปล่อยที่ออร์ชาร์ด .... เดินซื้อของพอหอมปากหอมคอ... โดยเจ้าเบิดกับเจ้าเบ้นก็แยกกันออกไป เพราะว่าคนอื่นๆ เค้าเดินกันไม่ไหว เราสองคนเลยโซโลเองเลย พอกลับมาอีกที ก็ได้เวลาขึ้นรถกลับแล้ว ซึ่งอาม้าบ่นเซ็งเล็กๆ เพราะว่าแกจะแอบซื้อนาฬิกาให้อาป๊าแต่ว่าเราไม่อยู่ดูให้ แกเลยไม่กล้า ... แหม้ เรือนนั้นสวยซะด้วย น่าเสียดายแฮะ
     
     
     
    สุดท้าย เราก็ได้กลับกัน .... เดินทางแบบนี้มันก็เหนือยอยู่นะเนี่ย ตะลอนๆๆ อย่างเดียว ใช้ร่างกายซะคุ้มเลย พอกลับมาถึงเมืองไทยก็หลับเป็นตายบนรถตู้จนถึงขอนแก่น ^____^ ฟรี้   zzZZZ
     
     
     
     
    22 October

    หัวหิน ... 3วัน2คืน 17-19 ตค 2550

     
     
    สืบเนื่องจากว่าน้องชายสุดที่รักของผมต้องไปฝึกงาน ... จึ่งได้เลือกไปทำที่หัวหิน .... (ไม่รู้คิดอะไรของมันนะ ถึงเลือกไปที่นั่น ???) โรงแรมที่มันเลือกไปทำก็คือ "ดุสิตหัวหิน" ว่างั้น
     
     
    แน่นอนว่าครอบครัวแสนดีของผมจึงได้ไปส่งมัน เพราะว่าต้องขนของไปเยอะแยะมากมายจริงๆ โดยทริปนี้มีน้าใหญ่ไปด้วย ฮาตายไปเลย
     
     
    ทริปนี้เดินทางโดยรถตู้ครับผม พอดีต้องขนของเยอะมากๆ เพราะเพื่อนเบ้นไปอีกสองคน ยิ่งเยอะไปใหญ่ ก็ไปถึงหัวหินราวๆ เจ็ดโมงได้ ก็ไปหาข้าวกินกัน เป็นร้านที่เก่าแก่แล้วล่ะครับ อร่อยดี มีปาท่องโก๋ขายตรงข้ามด้วย อร่อยดี ที่ร้านนี้มีอะไรเยอะแยะมากมายให้กิน พอกินเสร็จก็ไปตะลอนหาโรงแรมครับ โดยมีเงื่อนไขว่า โรงแรมต้องมีสระว่ายน้ำ เพราะว่าป๊ากับม้า ไม่อยากเล่นน้ำทะเลที่นี่เท่าไหร่ เพราะคงแกแล้ว ฮ่าๆๆๆ ไม่หรอกครับ ที่นี่มันสกปรกมากกว่า เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกทีครับว่าสกปรกยังไง
     
     
    หาไปหลายที่เหมือนกัน ไปวนดูที่นั่น ที่นี่ มากมาย จนกระทั่งไปที่ดุสิต ที่เบ้นมันฝึกงานนี่ล่ะ ง่ายดีเอาที่นี่ล่ะ ปรากฏว่าป๊าก็ลงไปกับน้าใหญ่ ไปถามกันสองคน โดยมีบักเบ้นไปด้วย ก่อนลงไปไอ้เบ้นมันก็บอกว่า ไม่แพงนะที่นี่ แต่พอลงไปถามราคาปุ๊บเค้าบอกว่าเป็นแพคเกจราคา XXXX  ก็ว่าไป ปรากฏว่าป๊ากับน้าใหญ่เดินออกมาเลย โดยทิ้งบักเบ้นไว้ ฮ่าๆๆๆๆๆ เบ้นมันหันมาอีกทีคือสองคนนั้นหายไปแล้ว  ขำอะ
     
    ก็เลยวนไปที่อื่นๆ ก็ราคาประมาณนี้หมด ก็เลยงงว่าเอ๊ะ ป๊ากับน้าใหญ่ไปถามอีท่าไหนทำไมมันราคาโหดยังงี้ ? ไอ้เบิดก็เลยเอาโบรชัวร์ของ ดุสิตทีได้มามาดู .... ปรากฏว่าป๊ากับน้าใหญ่ไม่เข้าใจคำว่า "แพคแกจ" ซะงั้นน่ะ ฮ่าๆๆๆ แล้วบักเบ้นอีก ... จะฝึกโรงแรมแต่ว่าเสือกไม่รู้อะไรเล้ยยยย แย่จริงๆ
     
     
    สุดท้ายก็เลยไปที่ โรงแรมดุสิตที่เก่า ... กว่าจะได้ที่พัก นานโคตรเลยอะ วนไปวมา สุดท้ายก็ต้องให้เรากับม้าเป็นคนลงไปจัดการเองเลยทีนี้ ไม่งั้น วันนั้นทั้งวันก็คงไมได้ที่นอนหรอก คงได้นอนวัด
     
     
     
     
    เสร็จปุ๊บก็ไปหาร้านกินอาหารกัน (กินอีกแล้ว) โดยเลือกไปร้านเจ๊เขียวสักอย่าง ที่พี่ตาลบอกมา ว่าอร่อย .... ก็เลยไปกิน อืมก็อร่อยนะ แต่ว่าแม่ค้าพูดมากไปหน่อยอะ เรียกตัวเองว่า "ป้า" อีกต่างหาก ... -*- น้าออยเลยบอกว่า "เฒ่าสิตายห่าอยู่แล้ว"   ฮ่าๆๆๆ ปากจัดทั้งตระกูลจริงๆ เรา ....
     
     
    กินเสร็จก็ตะลอนๆ ล่ะทีนี้ ไปทั่วเลย ไปเดินห้าง เพราะว่าต้องพาเบ้นกับเพื่อนไปซื้อของเข้าห้องพัก เพราะมันไม่มีอะไรเลย หมอนยังไม่มีอะ ทีวีก็ไม่มี อีกสองวันถึงจะได้ ... ถึงจะมีให้เช่า ... ป๊าก็กลัวคุณลูกจะไม่มีอะไรดูจริงๆ เลยจะให้ซื้อใหม่ซะงั้น -*-  .... เบรกแทบไม่ทัน เลยได้เช่าไปละกันไอ้น้องรัก ฮ่าๆๆๆ
     
    หลังจากนั้นก็เดินทางไปหาดกัน หาดไรไม่รู้ ไม่รู้ว่าที่นี่มีกี่หาด แต่ว่าหาดที่ผมไป สกปรกโคตรๆ มีม้าด้วย  .... มีม้าก็ไม่ว่าหรอก แต่ว่าก็น่าจะเก็บกวาดให้ดีๆ ของเสียของมันน่ะลงทะเลหมด เห็นภาพแล้วรู้สึกแย่ ถังขยะก็ตั้งริมหาด ตรงทรายเลย แย่มั้ย ? กองพะเนินๆ อยู่อะครับ
     
     
    ก็เลยไปเดินตลาดโต้รุ่งดีกว่า ตรงทางรถไฟแล้วก็เลยไปดูสถานีรถไฟด้วยเลย สวยครับ ชอบๆ เล่นถ่ายไปทั่ว (โดนจ๋าเก็บค่าลิขสิทธิ์ภาพง่ะ)
     
    ก่อนที่จะไปหาอะไรกินกันมื้อค่ำ ซึ่งก็ไปกินที่ร้านเดิมตอนเช้า .... แต่ว่ามันเปลี่ยนเมนูแล้วทีนี้ อร่อยเหมือนเดิม ก่อนที่จะวิ่งหลบฝนขึ้นรถกลับโรงแรมนอน  (รู้สึกแปลกๆ นอนคนเดียว )
     
     
     
    ตื่นเช้ามาอีกวันก็งัวเงียไปหาอะไรกินที่ห้องอาหาร กอ่นที่จะไปรับเบ้นที่หอพัก ไปเที่ยวที่ชะอำดีกว่าวันนี้ เพราะว่าหัวหินมันไม่ไหวอะ เลยไปนอนเล่นที่ชะอำ ไปซื้อข้าวโป่งกิน ฮ่าๆๆๆ อร่อยเด้อ แต่ว่าโคตรบางอะ ปิ้งไงวะ ? ให้บางงั้น ? ลมพัดทีหักหมด อดเลยตู แล้วก็มีเรื่องฮาๆ อะทีนี้ แบบว่า มีเด็กมาขายของแบบที่เห็นทั่วๆ ไปล่ะทีนี้ .... น้องก็มาพร้อมกับประโยคหากินเลย "พี่คะ พี่คนสวย ซื้อให้หนูหน่อยนะคะ ... ถ้าพี่ซื้อแล้ว หนูจะไม่มากวนใจอีกเลยค่ะ .... สงสารเด็กตาดำๆ เถอะนะคะ " พี่นิว คนขับรถตู้ก็เลยบอกว่า "หนุเก่งจัง ใครสอนเนี่ย ? " น้องเลยบอกว่า "หนูฝึกเองค่ะ ฝึกเสร็จก็ออกมาขายเลยค่ะ"  ..... ก็เลยซื้อให้น้องเค้าไปละกัน ในฐานะที่ช่างพูด
     
    หลังจากนั้น ก็มีอีกคนมา แน่นอนว่าประโยคเดียวกันเลยว่า "พี่คะ พี่คนสวย ช่วยซื้อให้หนูหน่อยนะคะ ถ้าซื้อแล้วหนูจะไม่มากวนใจเลยค่ะ หนูรับรอง ถ้าหนูมา หนูจะมาให้พี่กระทืบเลยค่ะ"  ... (คนนี้เข้าข่ายมาโซคิสนะเนี่ย)  น้าออย ก็เอาเลยครับทีนี้ "อ้าว หนู เมื่อกี๊ก็มีมาคนนึงแล้วนะ เค้าบอกว่าถ้าซื้อแล้วจะไม่มากวนใจ แต่ทำไมหนูยังมาล่ะ ? ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอ ? ทำไมล่ะ ? เนี่ย ทำไมยังมากวนใจ ? " .... โอ้ว น้าออยครับ .... ทำเอาเด็กเอ๋อเลย ... แต่ว่าน้าออยไม่ได้พูดแบบซีเรียสๆ นะ พูดแบบขำๆ หน่อย แต่เด็กมักน็เอ๋ออยู่ดี ไปไม่เป็นเลยทีนี้ .... สุดท้ายก็เลยเดินไปเลย  .... -*- น้าออยนี่เด้ดจริงๆ
     
     
    แล้วผมก็เลยหนีดีกว่า ไปหาเล่นอย่างอื่นดีกว่า ไปเล่นว่าวดีกว่า เห็นมีเครื่องบินขาย แบบเหมือนว่าวอะครับ เลยไปซื้อมาเล่น วิ่งเล่นกับเด็กน้อยแถวนั้นนี่ล่ะวะ ฮ่าๆๆๆ ไอ้เบ้นก็มี คนล่ะลำ (แย่งเด็กๆ เล่นอะ จะทำไม ? ) เล่นตัวดำได้ใจ ก็กลับไปหัวหิน ไปวังครับ ไปเทที่ยวดูวังที่นั่น สวยแบบเรียบๆ ดีครับ ชอบครับชอบ เช่าจักรยานปั่นเล่นด้วย สนุกดี หลังจากนั้นก็กลับโรงแรมไปพัก ไปเล่นน้ำที่โรงแรมต่อ .... ซึ่งก็ไม่มีไรมาก เพราะก็แค่เล่นน้ำอะ ..... จะมีอะไรมากมาย ? แต่ก็มีภาพเด็ดๆ ของน้าใหญ่มา ฮ่าๆๆ ฮาโคตรๆๆ เลย
     
     
     
     
    วันที่สาม ก็ตื่นมา ... ไปส่งเบ้น ร่ำลากัน ก่อนที่จะเดินทางกลับไปขอนแก่น แต่ว่าก็แวะไป อัมพวา ไปดูตลาดน้ำ แตว่าเราไปแต่กลางวันเค้าเลยยังไม่มีร้านค้าเปิดเท่าไหร่ แต่ก็ได้กินขนมจีนในเรือของป้าคนนึงอร่อยมากๆๆ เลยอะครับ ถูกด้วย แล้วก็เช่าเรือไปไหว้พระกัน ซึ่งระหว่างทางไป ก็นะ .... จู่ๆ เรือก็ชะลอ เลยถามคนขับว่า ทำไมหรอ? เค้าเลยบอกว่า ดูนี่สิครับ ดูนี่ .... พวกเราก็หันไปดูกัน โอโห ! ตัวเอี้ยครับ  ... ว่ายน้ำมาข้างๆ เรือ ... แลบลิ้นแผลบๆๆ ให้ด้วย (มันคงคิดว่ามันยิ้มหวานมั้งงงงเนี่ย) แล้วมิทราบว่าคนชับเรือจะจอดให้ผมดูหาอะไรเนี่ย ? มันเพื่ออะไร ??? ฮาๆๆๆๆๆ ตลกอะ
     
     
     
     
    พอไหว้พระได้สองวัด ก็กลับกัน เด๋วจะดึกซะก่อน ก่อนที่จะมาถึงบ้านโดยสวัสดีภาพ
     
     
     
     
    ปล. บลอกนี้เขียนแบบกระโดดไปมาหน่อยนะ เพราะว่านี่ก็ดึกแล้วแต่ก็อยากเขียนเพราะเด๋วจะไม่ได้มาเขียนอีก ฮ่าๆๆๆๆ อยากบันทึกไว้ว่า เราเคยไปไหนมาเอาไว้มาอ่านเมือ่แก่ เหอๆๆๆ
     
     
     
     
    16 September

    กีฬาอนุบาล

     
     
     
     
    พระเจ้า ....  !
     
     
    น่ารักค่อดๆ เด็กๆ วิ่งเต็มห้างเลยวันนี้ (15 กย 50)
     
    ไปเดินห้าง ก็เจอ เขาจัดกิจกรรมของเด็ก "กีฬาอนุบาล" เป็นกิจกรรมของตึกคอม โดยให้น้องๆ หนูๆ อนุบาลทั้งขอนแก่นมาแข่งกิจกรรมน่ารักๆ เช่น วิ่งผลัด .... 8 คน ! ฮ่าๆ แบบว่าคิดเอานะ ว่าในห้างมันจะมีที่ว่างอะไรกัน แล้วมันก็เกือบเหยียบกันตายอะ น่ารักค่อดๆ วุ่นวายจริงๆ
     
     
    มาดูตอนเล่นชักเย่อ ก็พอกัน ..... ลุ้นแทบตาย หลายโรงเรียนมากๆ แข่งกัน เด็กมันน่ารักอะ ใสๆ ลากๆ ดึงๆ พอมันชนะ ก็โดดด๋องแด๋ง แบบว่า มันคงไม่รู้เรืองอะไรหรอก เห็นครูโดด ก็โดดด้วย ส่วนไอ้ทีมที่แพ้ ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาให้มาดึงเชือก ก็ดึ๊งงงงง ไป ไม่คิดไรมาก พอแพ้ เขาก็ส่งออกไปนอกสนาม ... มันก็เดินงงๆ กันออกไป .... น่ารักมากๆ
     
     
    มันแข่งหลายอย่างมากๆ บางกีฬาก็ไม่คิดว่ามันจะเล่นกันได้ ก็เล่นได้ เช่น ... ฟุตซอล ...... อึ้งเลย เตะได้เนียนมากลูก ! (ดูแล้วมีความสุขมากกว่า Spurs กับ Arsenal วันนี้อีกอะ)
     
    แล้วที่ประทับใจที่สุดก็คือ พ่อแม่ มาเชียร์ลูกๆ นี่ล่ะ
     
    ลองนึกภาพตามนะ ว่า พ่อแม่ก็เกาะรั้วเชียร์ ลูกก็ไม่รู้อะไรหรอก ก็รู้แค่ว่าเพื่อนๆ ทำ ครูบอกให้ทำ พ่อแม่ก็เชียร์ ก็อยากเอาใจ ก็ทำไป ... พ่อแม่ก็ร้องโหวกเหวกเชียร์ข้างๆ สนาม แต่ว่า สายตาที่พ่อแม่มองมานี่มัน .... อบอุ่นจริงๆ นะ ดูแล้วรู้สึกดีมากๆ
     
     
    มีความสุขที่สุดเลยวันนี้ วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวันนึงเลย  ^_^
     
     
     
     
     
    เห็นแล้วอยากมีลูกมั่งจัง .............
     
     
     
     
     
     
     
    ปล. น้องคนนึงบอกว่า "เมื่อไหร่จะได้เหรียญทองอะ ?" พร้อมกับทำหน้าอยากรู้แบบเด็กๆ .... โอ๊ย เห็นแล้วอยากหยิกแก้มใสๆ จังวุ้ย
     
     
    09 August

    America Once More

     
     
     
    เอ้อออ  เพิ่งกลับมาครับ กลับมาจากเมกา (อีกรอบ)
     
     
     
    เอานะ ผมก็รู้ว่าพวกคุณจะบอกว่าอะไรกัน "ไอเบิดมันว่างมากหรอ ? บินไปๆ มาๆ ไทยแลนด์อเมริกาอยู่นั่นละ" อะไรทำนองนี้ใช่มั้ย ? ... ผมเองก็อยากบอกว่า ผมเองก็ยัง งงๆ เลยว่าอะไรย้งไงทำไมผมได้ไปแบบนี้วะ ?
     
     
    อยากบอกว่า การไปครั้งนี้เป็นการไปแบบไม่มีการเตรียมตัวอะไรเลยจริงๆ จู่ๆ ก็ได้บินไป รู้ตัวก่อนบินแค่ 2 วันเท่านั้นเอง .... (บินด่วนดีมั้ยล่ะ ? แทบไม่มีเวลาจัดกระเป๋าอะ)
     
    การไปรอบนั้เพราะอาม้ากับอาป๊าอยากไปน่ะ แล้วจู่ๆ ก็คิดได้ว่าอยากไป ก็เลยพากันไปจองตั๋วโดยไม่บอกใคร พากันไปดูลาดเลาสองคน แล้วก็เดินมาหาเราตอนเช้าในห้องนอนว่า
     
    "เบิด .... ม้าคอนเฟิร์มตั๋วแล้วนะ"
    "ตั๋วไรม้า ?" งัวเงียสุดๆ เลยผม
    "ไปเมกา ...." ตอบกลับมาเรียบๆ
    "ห๊า !!?? " ตาสว่างสิกู
     
     สรุป ... ไอ้เบิดก็ได้กลับไปเมกาอีกรอบด้วยประการละฉะนี้แล ......
     
     
     
    การเดินทางไปครั้งนี้ก็ฮาๆ ปาจิงโกะเรื่อยๆ เปื่อยๆ ประสาเรานั่นแล .... ดวงดีอีกตะหาก ... อยากรู้ใช่ไหม ว่าดวงดีอย่างไร ? ....
     
     
    เรื่องของเรื่องเลย พวกราสามคนก็ไปที่นาริตะ นั่งๆ นอนๆ เล่นๆ เดินซื้อของไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาขึ้นเครื่องก็เดินไปที่เกท ..... ก็เจอเจ้าหน้าที่หญิงสาววัยกลางคนชาวญี่ปุ่นคนนึง เธอเห็นพาสปอร์ตเราว่าเป็นคนไทยก็ทักด้วยภาษาที่เราคุ้นเคยแต่สำเนียงไม่ชาชินว่า
     
    "สะหวัดดีก๊ะ"  .... เหวอแดกเล็กน้อยเลยไอ้เบิด .... เธอพูดพลางเอาบอร์ดดิ้งพาสใส่เข้าเครื่องฉีกตั๋วอัตโนมัติ เราก็เดินไปๆ กะไปหยิบบอร์ดดิ้งพาสแล้วก็จะไปขึ้นเครื่อง ปรากฏว่ามันดันเออร์เร่อร์อะสิ
    "เด๋วก่อนนะก๊ะ" เธอยังคงพูดภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่นกับเราต่อไป เราก็งงๆ ว่าเอ๊ะ เป็นไรอะไรกัน ? เธอก็ดึงเอาบอร์ดดิ้งพาสกลับมาดู พร้อมกับอุทานว่า
    "oh ~! it's you"  แล้วก็เอาบอร์ดดิ้งพาสผมฉีกทิ้งซะงั้น พลางหยิบอันใหม่ที่เค้าท์เตอร์ข้างๆ ตัวให้ผม
    "did i change that ?" เอาล่ะสิ ผมก็งงสิ เลยถามไปว่า ผมไปเปลี่ยนบอร์ดดิ้งพาสตอนไหนกัน ?
    "no, but i changed it for you" เธอตอบกลับมาพร้อมกับยิ้มให้ ผมก็งงๆ สิ ว่าอะไรยังไง แล้วเธอก็เอาบอร์ดดิ้งพาสป๊ากับม้าไปฉีกทิ้งแล้วเปลี่ยนให้ใหม่ด้วย
     
    พอผมได้บอร์ดดิ้งพาสอันใหม่มา ก็ดูทันทีว่ามีอะไรเปลี่ยนไป .... ปรากฏว่าที่นั่งเปลี่ยนครับ มันเป็น 11 D จาก 34 D .... เฮ้ย ! ถ้ากูเดาไม่ผิดที่นั่งตำแหน่งนั้นมัน .... มันบิสสิเนสคลาสนี่หว่า !!!
     
     
     แต่เราก็ยังอุบอิบงุบงิบไม่บอกป๊าม้าเพราะเราก็ยังไม่ชัวร์ จนกระทั่งเดินไปขึ้นเครื่องนะละ ถึงได้มั่นใจว่าเรานั่งตรงนั้นจริงๆ  ....
    "ม้า ... เรานั่งนี่นะ "
    "ตลกแล้ว ไปๆ เดินไป หาที่นั่งเรา" แม่ผมก็ยังไม่เชื่อผม
    "จิงๆ ม้า ดูเดะเรานั่ง 11 นี่ก็ 11 ไง"
    "ห๊ะ !? " แม่ผมเริ่มอึ้ง แล้วก็ไม่เชื่อ
    "อย่ามามั่วนะเบิด" อ้าว .... ผมมั่วที่ไหนกันเนี่ย ? 555+
    "เอ่อ ที่นั่งเบอร์ 11 คือแถวนี้ค่ะ" ... แอร์โฮสเตสเดินมาบอกเองเลย ..... อาม้าก็ถึงเชื่อ .... ส่วนอาป๊าน่ะหรอ ? งงไปใบ้กินนานแล้ว ฮ่าๆ
     
    สรุป จับพลัดจับผลูอีท่าไหนไม่รู้ เราสามคนก็ถูกหวยได้นั่งบิสสิเนสคลาสของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ฟรีๆ ^_^ เจ๋งว่ะกู ฮ่าๆๆๆ
     
    ปล. การเดินทางจากนาริตะไปโอแฮร์ ผมมั่นใจมากๆ เลยว่าบรรดาแอร์โฮสเตสจะต้องจำเราได้ เพราะว่า ... ป้าม้าพูดปะกิดไม่ได้ ต้องมาถามเราอย่างเดียว กินเนื้อวัวก็ไม่ได้ ต้องให้มันไปเอาอาหารจากเฟิร์สคลาสมาให้อีกตะหาก ฮ่าๆๆ
     
     
     
     พอเดินทางยาวนานกว่า 12 ชม. ได้จบลง ก็ไปเจอการรอคิวตรวจคนเข้าเมืองอันยาวเหยียด .... ไอ้เบิดก็กลัวอะสิ กลัวว่าจะไม่ได้เข้าประเทศเพราะว่า ผมเป็นหวัดไง กลัวมันหาว่ามาจากไทยแลนด์แล้วติดหวัดนกมา แล้วจะเอาตัวผมไปกักไว้ .... (ตอนนั้นผมอาการหนักจริงๆ นะ ) .... และแล้วก็ถึงคิวครอบครัวเราเข้าตรวจ ตม.
     
    "hi " สาวผิวดำวัยราวๆ 28 เป็นคนตรวจผมครับ
    "hi "  ผมตอบกลับ ตามมารยาท
    "where you guys from ?" เธอก็ถามว่ากะเหรี่ยงอย่างผมน่ะมาจากไหนวะ ?  
    "thailand" 
    "really ? ... oh ! i love thai food ! " โหยตอบมางี้เข้าทางผมเดะ !
    "you do ?, yeah i heard that people here like thai food, so what's your favorite ? " ผมเลยชวนเธอคุยเพื่อตีสนิทซะเลย จะได้ไม่ต้องมาสนใจอาการไข้หวัดของผม ฮ่าๆ
    "i love basil, coconut milk, curry, ...... i don't recall the name, but i love it ! it's better than sushi, chinesese, any other ... " เธอว่าพร้อมกับทำท่าเคลิ้มฝันว่ามันอร้อยยยย อร่อย "and i also like sticky rice" เธอยังพล่ามพร้อมทำหน้าฝันหวานต่อ (คงนึกหน้าออกนะ เพราะคนดำน่ะ ทำหน้าแบบนี้ได้ชาติเดียวจริงๆ )
    "hey you should try our dessert, sticky rice with mango" ยังๆ ผมยังไม่หยุด ยังชวนคุยต่อ
    "YEAHHHHHH !!! I LIKE IT, I MEAN I LOVE IT, IT'S GOOD" .... โหย คุณเธอจะโอเวอร์ดูอิ้งไปถึงไหนวะเนี่ย ? (แต่ก็อย่างที่บอกว่าต้องคนดำทำเท่านั้นอาการแบบนี้)
    "I tried it with black sticky rice, that's so cool" เธอยังขุดเรื่องพล่ามอีกนานโขครับ แต่ผมก็งง เอ๊ะ ? ทีนี่มีข้าวเหนียวดำขายด้วยหรอวะ ? ข้าวกร่ำน่ะนะ ? เลยถามเธอไป
    "wait, there's black sticky rice available here ?, i dont' think so. "
    "yeah ! it is, you should try to find there's many thai restaurant here,about a hundred , every restaurant has it's own specialty, you have to find, like i said i'm loving thai food so i know where i can find black sticky rice."  เธอพล่ามมาเป็นชุดเลยครับทีนี้
    "oh i see, i'll be finding it haha" ผมเลยตอบเอาใจเธอหน่อย
    "aha... ah ! and what're you doin' here ? " เอ้า แม่นี่ คุยกันมาโคตรนานเลย เพิ่งจะมาถามว่ากูจะมาทำอะไรที่เมกา .... มัวแต่นอกเรื่องอยู่ได้
    "to visit my brother, he's studying here"
    "really ? what's his major ? "
    "MBA"
    "oh and you ?"  อ่า ... เธอเริ่มพล่ามถามไม่หยุดแล้ว
    "marketing, ^_^ "
    "so you have 2 siblings? "
    "Nope, we've got another younger bro, he's studying too, business, in thailand"
    "WoW !, your parents would have no money left haha"  เธอมีการมาหยอกล้อผมอีกแน่ะ ฮ่าๆ
    "alright you're set, next .... Papa look at the camera and put your left index here" เธอบอกว่าผมเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเรียกป๊ะป๋าผมว่า Papa อีกตะหาก ! -*- 5555+ โคตรฮาอะ  ก่อนที่จะให้ม้าสแกนนิ้วแล้วก็ถ่ายรูปเช่นกัน
    "alrighty, you're all set.  you have 6 months here take your time" เธอพูดบอกผม
    " oh... but i think i cant' stay that long, 'cuz they (พ่อแม่ผม) have to go back and check on their business in two weeks, they can't leave it for 6 months haha" ผมก็ตอบเธอกลับไปด้วยประสาคนชวนคุย
    "oh .... they have a business ??? , what kind of business ????? " เอ้า เอาล่ะสิกู ... อุตส่าห์ตรวจเสร็จแล้ว เสือกดันไปชวนคุยซะงั้นกู
    " plastic, we recycle plastic, we take the broken one back from everywhere, and then we melt them, and reform them into new furniture"  ผมเลยตอบอย่างง่ายๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องคุยยาว -*- (พอแล้ว กูไม่อยากคุยแล้ว เบื่อแล้ว ฮ่าๆๆ)
    " wowwwww,,,,, you cool ! that's great .... ! ,,, alright,,, i guess i've to check another-in-line- haha see you "
    " aha, you bet, we've been talked such a long time, see you, thanks ! "  แล้วผมก็บอกลาเธอมาได้ซะที ......
     
    สรุป การตรวจคนเข้าเมืองมันไม่ยาก ไม่วุ่นวายอะไร .... แต่ว่าที่ช้า ที่นาน ... ก็เพราะมัวแต่คุยกันนี่ล่ะครับพี่น้อง -*- (จริงๆ คุยกันนานกว่านี้นะ แต่ว่าตัดออกบางส่วนเพื่อให้คนอ่านไม่เบื่อ เพราะจริงๆ คุยกันกว่า 10 นาทีแน่ะ ฮ่าๆๆๆ )
     
     
    พอไปถึงข้างนอก ก็เจอเฮียบอยมารอรับอยู่แล้ว อากาศที่นั่นตอนนั้น วันนั้นกำลังร้อนได้ที่เลย ก็ขับรถจาก O'hare ไปที่บ้านแกก็ราวๆ 30 นาทีได้มั้ง ? ไม่นานเพราะว่ามันขั้น Highway ไปได้ การจราจรที่นั่นค่อนข้างสะดวกสบาย เพราะว่ามีกฏที่แน่นอน มีคนที่เคร่งครัด รถไม่ติดเลย แตกต่างกับประเทศเราจริงจริ๊ง !
     
    ทันทีที่เข้าไปในบ้านก็เจอกับสองหมาตัวแสบ "โซดา กับ ว็อดก้า" เป็นหมาที่แสบที่สุด โซดาเป็นหมาพันธุ์บีเกิล ส่วนว็อดก้าเป็นพันธุ์ยอร์กเชียร์เทอร์เรีย ดูเผินๆ มันก็น่ารักกันหรอกเนี่ย แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ มันแสบยิ่งกว่าอะไรซะอีก ฮ่าๆๆๆ
     
    ใช้เวลาตะลอนๆ อยู่ชิคาโกอยู่ราวๆ สี่ห้าวันได้นะ ให้ป๊าม้าหายเหนื่อย โดยก็ตะลอนๆ ในเมือง ไปทั้งดาวน์ทาวน์ ไปตึก Sears (กูไปมา 3 ครั้งแล้วชีวิตนี้ มากกว่าคนชิคาโก้บางคนซะอีก) ไป Shred Aquarium ไปดูสัตว์น้ำกัน จริงๆ แล้วที่ชิคาโกมันมีพิพิธพันธ์เยอะมากๆ 17 แห่งแน่ะ เป็นเมืองแห่ง Museam จริงๆ ให้ดิ้นตาย พ
     
     
    พอเวลาผ่านไปได้หลายๆ วัน ป๊าม้าก็คงหายเหนื่อยแล้ว เราก็บินไปที่ฟลอริดากัน ไปที่ ออลันโด้ เพิ่อไปเที่ยว ดิสนีย์ กับ ยูนิเวอร์แซล โดยเราก็ได้ไฟล์ทบินตอน 12.05 น. ไอ้เราก็ไปถึงสนามบิน Midway ตอน 11.10 น. ได้ (พอดีเกิดความผิดพลาด เราควรจะได้ออกจาก O'hare แต่ว่าผิดพลาดบางประการเลยได้ไปขึ้นเครื่องที่ Midway แทน) เราก็ว่าพวกเราไปเร็วแล้วนะ ก็เดินๆ ไปที่เค้าท์เตอร Airtran (สายการบินนี้บริการห่วยจริงๆ อย่านั่งเลยนะประชาชน) เจ้าหน้าที่เค้าเตอร์บอกว่า พวกเราไปสายว่างั้น มันบอกว่าเราไปเลท เพราะว่ารถที่จะขนกระเป๋าจาก terminal ไปที่เครื่องบินมันออกไปแล้วว่างั้น เราก็ถามมันว่า
    "So ... What you can do for us? "
    "nothing, " โหยแม่ง ดูมันตอบ
    "if you want to go with this flight you have to leave your baggages" โหยยแม่งไอ้เหี้ยพูดมาได้ แล้วกูจะเอาอะไรไปใส่วะ ?
    "or you may be a wait list for next flight, at 3.20 pm." โหย แม่งงงงง จะให้กูไปไหนกว่าจะถึง บ่ายสามยี่สิบ ! แล้วเป็นแค่เวทลิสท์ ไม่ชัวร์อีก +   แต่ก็เอาวะ ไม่มีทางเลือกไอ้เชี่ยเอ๊ย แม่ม !
    "alright, i'll be right back that time"
    แล้วพวกเราก็ไปกินข้าวฆ่าเวลาที่ china town อร่อยโคตรอะ อาหารที่นั่น อยากกินอีกว่ะ ! แม่ม ได้กินครั้งเดียวเอง -*-
     
     
    พอกินเสร็จเราก็ออกเดินทางไปที่สนามบินเพื่อบินไปจริงๆ ซะที .... โชคดีที่มีที่นั่งให้เราได้ไปด้วย
     
     
     
    พอไปถึงออลันโด เราได้ไกด์แนะนำดีๆ อย่าง "นอบแนบ" (เป็นไกด์ทางโทรศัพท์น่ะ โทรถามมันเอาว่าเราควรไปเที่ยวไหนอะไรยังไ เพราะว่ามีเวลาแค่ 4 วัน 3 คืน เท่านั้น)
     
    จากการถามนอบแนบก็ได้รู้ เราพลาดแล้ว เพราะว่าเราควรจะไปให้นานกว่านั้น เพราะว่าแค่ดิสนีย์อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลากว่า 7 วันในการเที่ยว เพราะว่ามันกว้างมากกกกกกก มันแบ่งเป็นสวนสนุกกว่า 7 แห่ง โดยมีเป็นเมืองเลย เป็น Disney's Downtown เลย แต่ว่าเรามีเวลาแค่นี้ก็ต้องไปอย่างประหยัดล่ะนะ เที่ยวแบบเร่งรีบสุด ๆ ฮ่าๆ
     
     
    มื้อเย็นวันนั้นได้ไปกินฟีสครับ (ที่นั่นไม่เรียกบัฟเฟต์ แต่ว่าเรียกว่า ฟีสต์, Feast) เป็นอาหารทะเล ซูชิ ล็อบสเตอร์ ฯลฯ อาม้าคำนวณแล้วว่า จุดคุ้มทุนอยู่ที่กุ้งลอบสเตอร์ 2 ตัว ฮ่าๆๆๆ ไอ้เบิดก็ซัดไปเลยสิ พร้อมกับสเต็ก, ปูอลาสก้า, ซูชิ, หอยต่างๆ ฯลฯ โคตรอิ่มอะ แม่ง 
     
     
    วันแรกของการเที่ยวเลย พวกเราก็ประเดิมกันที่ Universal Studio กัน มันแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนของ Studio กับส่วนของ Adventure เราก็ไปที่ Studio ก่อน ก็แว้บๆ ไปเล่นอะไรหลายๆ อย่าง ดูเมืองจำลอง ได้เข้าไปดู Shrek 4D ซึ่งก็คือเชร็ก แต่ว่ามันเป็นสี่มิติ โคตรมันเลย ภาพแสงสีเสียง แม่มโคตรอลังอะ ชอบโคตรๆ
    พอดูเสร็จก็ออกมา เดินย่ำต๊อกๆๆ ไปดู Twister กัน แม่ม เข้าคิวรอนานมาก แต่ว่านะก็โคตรคุ้ม ตกใจหมดเลย เซอร์ไพรส์สัดๆ อะ กูชอบบบบบ แต่ว่านะ ที่ชอบจริงๆ คืออันต่อมา ... Mummy พอดีนอบแนบบอกมาว่า ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยอันนี้ ก็เลยไปดู ไอ้เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันรุนแรงแค่ไหนอะไรยังไง แต่ก็คิดว่าไม่น่จะมีอะไรมากมาย ก็เลยพากป๊าม้าไปดูด้วย รอคิวนานเชียวล่ะ แต่ว่าพอได้ดูนะ โหยแม่ง มันเป็นรถรางครับ ผสมกับระบบภาพสามมิติ สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เจ๋งสัดอะ  แต่ว่าป๊ากับม้าหัวใจจะวายตาย ฮ่าๆๆๆ ไม่ได้ตั้งใจเน่อ ความผิดเฮียบอยคนเดียวนะเนี่ย !
     
    ดูเสร็จป๊าม้าก็หมดแรงเหนื่อยเลย เลยต้องพากันไปกินข้าว ก่อนที่จะพากันไปดู Jaws  โหยอันนี้ก็สุดยอด มันจะพาเรานั่งเรือไป แล้วก็มีฉลามโผล่มาไล่ล่าเรา คนขับเรือก็กวนทีนสัดอะ แบบว่าฮาโคตร พากษ์ได้มันจริงๆ ลีลา ท่าทาง หน้าตามันนี่ กินขาดจริงๆ ชอบอะ  จากนั้นก็แยกตัวกับป๊าม้าไปเล่น MIB กัน หรือ Men In Black นั่นแล มันก็เป็นการยิงปืนเลเซอร์ โดยนั่งรถรางไป แล้วมีพวกมนุษย์ต่างดาวแอบซ่อนตามดันเจี้ยนให้เรายิงๆ มัน ทำสกอร์ไป มันอีกแล้วอะ ชอบๆ
     
     
    ถึงจุดนี้ก็เวลาบ่ายแก่ๆ มากแล้ว ได้เวลาอันเหมาะสมที่จะไปปาร์กอื่นได้แล้ว ก็เลยย่ำต๊อกกันออกมา เพื่อนไปฝั่ง Adventure กัน ที่ฝั่งนี้ก็จะคล้ายๆ อันเดิม เพียงแต่ว่ามันจะเน้นอะไรที่หวาดเสียงกว่า ดิบๆ กว่า ที่ฝั่งนี้ก็มีพระเอกคือ Jurasic Park อย่างแจ่ม แต่ว่าเราก็ไม่ได้เข้าไปเล่น ได้แค่มองๆ เข้าไป เพราะว่าเวลาจะไม่เหลือแล้ว ก็ได้เล่น Spider Man ที่นี่ เพราะเป็นอีกสิ่งนึงที่นอบแนบบอกว่า ห้ามพลาดเช่นกัน พอได้เล่นนะ โหยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย แม่มมมมมมมมมมมมม เด็ดว่ะ เจ๋งสุดในวันนั้นแล้วอะ กูชอบบบบบบบบบบ อยากเล่นหลาๆย รอบเลย มันจะคล้ายๆ กับ Mummy + Shrek กล่าวคือ มันจะเป็นรถราง + 4D แบบว่าไม่มีคำบรรยายอะไรแล้วอะ รู้แค่ว่ามันเจ๋งที่สุดในบรรดาเครืองเล่นทั้งหมดที่เคยเล่นมาในชีวิตนี้เลย
     
     
    พอเล่น + ถ่ายรูปได้หนำใจ ฝนก็ตกเทซัดเทสาดลงมา วุ่นวายมาก เปียกปอนสุดๆ หลบฝนกันมันโคตรๆ เลย ฮ่าๆๆๆ เปียกกันไปข้าง เป็นพายุเลยแฮะ ก่อนที่จะนั่งแทกซี่กลับโรงแรม แล้วก็กิน IHOP ที่หน้าโรงแรม ............. กินแต่ Ihop อะ
     
     
    เช้าวันต่อมาตื่นขึ้นมาก็กินข้าวที่ Ihop (อีกแล้ว T_T ..) แล้วจึงเรียกแทกซี่ไปดิสนีย์กัน อย่างที่บอก ดิสนีย์ที่นี่ใหญ่มาก มันมีกว่า 7 ปาร์ค เราจึงต้องเลือกว่าจะไปที่ไหน เฮียบอยอยากจะไปที่ Epcot ซึ่งเป็นสวนสนุกที่เน้นโลกอนาคตแล้วก็เรื่องวิทยาศาสตร์ .... เชื่อมั้ยพอเข้าไปถึงแล้วฮาจริงๆ ได้เห็นการทำพลาสติกด้วย เป็นการฉีดผลิตภัณฑ์ เห็นแล้วมันคุ้นๆ นะเนี่ย ?  เหมือนๆ ว่าจะเห็นที่บ้านเราเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ เลยบอกให้ป๊าอยู่ดูก่อน เพราะว่าหลายวันมานี้แกห่างหายไปจากเครื่องฉีดพลาสติกไปนานมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเจอที่นี่ เลยแซวๆ ว่าให้แกไปดูสิ ไปซ่อมเครื่องสิ 555+
     
    วิ่งเล่นที่ Epcot หลายที่ มีแต่จุดที่น่าสนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่มาของพลังงานว่าเป็นมาอย่างไร โดยได้ Ellen มาเป็นพิธีกร มีการทำสามมิติ + รถรางไปในสตูดิโอที่อลังการมากๆ ย้อนไปโลกดึกดำบรรพ์ มีไดโนเสาร์ มีอะไรมากมายที่เหมือนจริงมากๆ โคตรเจ๋งอะ
    ออกมาอีกที ก็ไปที่ๆ จำลองนาซ่าว่าการไปดาวอังคารไปกันยังไง มีการให้เราไปนั่งในแคปซูลเสมือนยานบิน แบบว่าแม่ง โคตรแจ่มอีกแล้ว เหมือนว่าเรากะลังบินไปจริงๆ ภาพเอย มิติเอย ฯลฯ หลายๆ อย่างทำให้รู้สึก้เหมือนว่าเรากำลังขับยานนั่นจริงๆ
    ได้ไปนั่งรถที่ทดสอบ .... แบบว่าเขาจะบอกว่า กว่าจะมาเป็นรถน่ะ ต้องทำการทดสอบอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เบรก ABS, การขับบนทางลื่น, การทดสอบสมรรถนะต่างๆ ฯลฯ
     
     
    แน่นอนว่าวันนี้ขณะที่กำลังเดินตลอนๆ ฝนก็ตกอีกแล้ว  .... สนุกจริงๆ ฝนตกเนี่ย วิ่งตากฝนไปหาข้าวกินกันที่ Japan Town ... พอดีที่ Epcot มันจะมีเมืองของประเทศต่างๆ จำลองไว้ ไม่ว่าจะเป็น China, Japan, Italy, Russia, Chile, France ฯลฯ เยอะมาก เหมือนเราได้ไปรอบโลกจริงๆ เพราะว่าพนักงานของแต่ละประเทศก็จะเป็นชาวนั้นจริงๆ คือ จำลองได้เหมือนจริง มากๆ
     
    พอฝนหยุดตก พวกเราก็ไปซื้อตั๋วไปที่ Magic Kingdom ซึ่งเป็นอาณาจักรของ Mickey Mouse นั่งรถราง Mono Rail ไปประมาณ 10 นาทีก็ถึง Center โดยเราสามารถนั่งรถรางจาก Center ปาร์คไหนๆ ก็ได้ ทั้ง 7 ปาร์คของ Disney แล้วยังสามารถนั่งเรือ Ferry ไปที่ Magic Kingdom ได้ด้วย แต่ว่าเราเลือกที่จะนั่งรถรางไปเพราะเรือมันจะเสียเวลา
     
    พอไปถึง Magic Kingdom สิ่งที่เห็นตระหง่านเลยก็คือ "ปราสาท" ปราสาทที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของดิสนีย์เลย แจ่มจริงๆ แน่นอนว่าเราก็ถ่ายรูปมา ตะลอนถ่ายรูป เล่นนู่นนี่ ได้ไปส่วนของ Jungle ซึ่งเป็น Theme ที่เหมือนว่าสร้างมาเพื่อรับรอง Tarzan ได้นั่งเรือล่องป่า มันจำลองแอมะซอนมา แล้วยังสามารถพ่วงกับกัมพูชาได้ซะงั้นน่ะ เก่งเกิ๊น แต่ก็เจ๋ง เพราะว่า มีอะไรๆ ให้ดูตลอดทาง สวยงามดี
     
    พอเสร็จก็ออกไปดู Pirate of the Carribean ไปหาดูพ่อใหญ่แจ๊ค สแปร์โรว์ (ผู้ซึ่งเฮียบอยหลอกอาม้าว่า มันคือ แจ๊ค สเปโต ..... ไม่ใช่ดัมมี่นะ) อันนี้ก็น่ารักดี เป็นการนั่งเรือราง ไปตามดันเจี้ยนที่เป็นเหมือนเรื่องราวของ หนังเรืองนี้ มีการใช้หุ่นจำลองตลอดทาง ทำได้เนียนดี ชอบๆ
     
     
     
    หลังจากนั้น พวกเราก็เดินทางดูนั่นนี่อีกมากมายในปาร์ค ดูขบวนพาเรดอลังการงานสร้าง ดูสิ่งสวยงามมากมาย โอ้ แจ่มจริงๆ ^_^ พอดูเสร็จพวกเราก็จะกลับกัน เลยเดินออกมาหน้าปาร์ก แล้วก็โทรหาแทกซี่ ที่นี้ล่ะครับ ปัญหาก็บังเกิด !!!
     
    เฮียบอยโทรหาไอ้แทกซี่เพื่อให้มารับ แล้วก็ถามมันว่าจะให้เราไปรอมันตรงไหน มันก็บอกว่า ให้ไปรอตรงที่ๆ รอแทกซี่ พวกเราก็งงๆ กัน เพราะว่าที่ Magic Kingdom มันไม่มีที่รอแทกซี่นี่สิ ก็เลยถามแทกซีว่าจะให้นั่งเรือหรือโมโนเรลไปรอที่ Center มั้ย เพราะว่าที่นี่มันไม่มีที่รอแทกซี่เลย แต่ว่ามันกลับบอกว่า
     
    " no, just stay right where you are. "
     
    พี่เราก็เลยพาพวกเราไปจ่อมกัน แต่ก็ไม่รู้จะรอที่ไหนเพราะว่า มันไม่มีที่รอแทกซี่นี่หว่า เพราะว่า ที่ๆ รอได้มันต้องกลับไปที่ Center โดยนั่งเรือไม่ก็นั่งโมโนเรลไป แต่ก็นะ เชื่อมันก็ได้ เลยไปรอที่ขึ้นรถบัสแทน หมายเลข 18  เฮียบอยเลยโทรไปบอกมันว่ารอมันอยู่ที่รถบัสหมายเลข 18 นะ แล้วก็บอกมันว่า ที่ Magic Kingdom น่ะ แทกซี่มันเข้ามาไม่ได้ซะหน่อย แต่ว่ามันก็ยืนกรานว่าให้รอที่นั่นล่ะ ......
     
     
    สรุปเราก็รอมันกว่า 30 นาที ซึ่งตอนนั้นก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว เหนื่อยโคตรๆ เพราะว่า มาเที่ยวตั้งกะ 11 โมงเช้า จน ห้าทุ่ม มันวน 12 ชมแล้วนะเนี่ย !!! แต่แล้ว แทกซี่ก็งี่เง่าหายไปไหนไม่รู้
     
    สุดท้ายมันบอกว่า มันน่ะ วนรถหลายรอบแล้ว แล้วหาว่าเราไม่อยู่เอง มันเริ่มหยาบคายกับเราอีกตะหาก -*-
     
    ผลเป็นไงหรอ ? เฮียบอยก็ตะคอกด่ากลับผ่านโทรศัพท์สิ ทำเอาฝรั่งแถวๆ นั้นงงกันเลยว่า เอเชียเนี่ยมันเป็นไรของมัน แต่ก็ไม่แคร์ ช่างหัวแม่ง
     
    สุดท้ายพวกเรา 4 พ่อแม่ลูกก็เลยนั่งเรือกลับมาที่ Center แล้วก็หาแทกซี่ใหม่เลย ได้แม่ป้าคนนึงมาขับให้ ป้าแก ก็พูดอังกฤษงูๆ ปลาๆ snakeๆ fishๆ ไป ต้องมีล่ามมาอีกตะหาก -*- แล้วกูจะรอดมั้ยเนี่ยคืนนี้ ?
     
    สุดท้ายเป็นไงรู้มั้ย ? ป้าแกพาพวกเราหลงทางครับ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!! โหยแม่ง พระเจ้าช่วย หลงไม่พอ ยังพาฝ่าทางด่วนอีก ป้าแก ลก มาก ตื่นสุดๆ อะไรก็ไม่รู้ นี่วันอะไรของกูเนี่ย ? เง่ออออออออออ วุ่นวายมากๆ กว่าจะมาถึงโรงแรมได้ ก็ เที่ยงคืน !!!!!! ป้าแกบอกว่า "tomorrow, call me, not lost not lost " !!! ตลกแล้วป้า ใครจะบ้าโทร ?
     
     
    เช้าวันต่อมา พาสังขารอันโรยราลากกันมาที่ Ihop กินข้าวกันที่นั่นอีกวัน  -*- ก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับ ชิคาโก้กัน  ..... -*- เหนื่อยสัดๆ
     
     
    ปล. ที่ได้กินแต่ IHOP เพราะว่า ที่นั่นมันเป็นเมืองเหมือนบ้านนอก แต่ละที่แต่ละหลัง มันจะห่างๆ กันไปมากๆ เพราะงั้น เราจึงควรมีรถเช่าถึงจะสะดวก แต่ว่าเราก็มาเที่ยวแค่นี้ เลยไม่คิดที่จะเช่ารถ เลยทนกินแต่ IHOP ต่อไป .... กินจนมันจำได้ว่ามาอีกแล้ว กะเหรี่ยง 4 คนนี่ ! ฮ่าๆๆๆๆ
     
     
     
    หลังจากนั้นเวลาที่เหลือในชิคาโก้ก็ไม่มีอะไรมาก  .... ช็อปปิ้งที่เอ้าทเล็ทแล้วก็ดาวน์ทาวน์ เดินเล่นไปทั่ว ถ่ายรูป เที่ยวชายหาด เดินชมเมือง ฯลฯ ได้นั่งเรือล่องไปดูทะเลสาบมิชิแกน ใช้เวลาอยู่กับเฮียบอยให้คุ้ม ^_^
     
     
     
    และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง  ..... พวกเราก็แพคกระเป๋า หอบกันมาที่สนามบิน (ซึ่งเฮียบอยส่งเราผิดอาคาร -*- ดีนะบังเอิญเจอเพื่อนแก เพื่อนแกเลยบอกว่า มาผิดอาคารแล้ว) ก็ร่ำลาประสาครอบครัว ก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับมาเมืองไทย ..................................
     
     
    ปล.
    1. ในที่สุดเราก็อัพเกรดเป็นบิสสิเนสได้ซะที .... ซึ่งทำเอาเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่า กะเหรี่ยงจะมีปัญญาจ่ายได้ มันทำหน้างงๆ มากๆ -*-
    2.  เหี้ยมากครับ !  แอร์ไลน์ไม่ดึง I-94 ผมคืน ทำให้ผมกลายเป็นคนหลบหนึเข้าเมกาโดยไม่ตั้งใจ !!! ผมต้องทำเรื่องส่งกลับไปเมกาเอง .... แอร์ไลน์ไม่รับผิดชอบเลย เด๋วกูฟ้องแม่งเจ๊งบ๊ง  .... UNITED AIRLINE อย่าได้นั่งนะพี่น้อง บริการก็งั้นๆ แพง ก็แพง ทั้งๆ ที่เป็นบิสสิเนส
    3. Crew บนเครืองเค้าจำพวกผมได้แฮะ ^_^ เค้าพากันตื่นเต้นที่ได้เจอพวกผมอีก ฮ่าๆๆๆ คนแรกเห็นหน้าผมแล้วบอกว่า "oh ! it's you again!!! " หลังจากนั้นพอกำลังนั่นเล่นเพลินๆ อยู่ดีๆ แอร์อีกคนก็เดินมาแล้วทำท่าตกใจที่เห็นผมแล้วบอกว่า
    "oh, i just wondered who's here, i was told that "there're they here again" .... and now oh, it's you again ^_^ " 
    ไอ้เราเลยแซวกลับว่า "been wondering if you remmember us or not"  
    "yeahhhh, (สำเนียงคนดำสุดฤทธิ์) i can remember the faces, your nice parents' your cute one, of course "  ฮ่าๆๆๆ จำได้ปากหวานอีกนะเจ๊
     
     
     
     
     
     
     
     
    06 June

    In America, Pt. 2

     
     
     
    จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากมายต่อหรอกอ่า
     
    แต่พอดี ก็แค่อยากเขียนอะไรๆ เอาไว้ให้ตัวเองมาอ่านๆ เองในอนาคต (นัยว่า เอาบลอกนี้เป็น เมโม กันลืม)
     
    หลังจากกลับมาจากต่างรัฐ พวกเราสามคนก็ฝังตัวอยู่ที่ชิคาโกต่อ .... ก็ไม่มีไรมาก วันๆ ก็ไปเที่ยว ถ่ายรูป กินข้าว ดูหนัง (อ้อได้ไปดู Pirate ที่นั่นด้วย ได้โชว์ความหัวหมอของชาวกะเหรี่ยงอีกแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ)
     
    ได้ไปนู่นนี่มากมาย ชอปปิ้งไปวันๆ เดินดูเมืองไปวันๆ ไปเข้าพิพิธพันธ์ที่นั่นด้วย (จริงๆ ที่นั่นมันมีเยอะมาก 18 แห่งแน่ะ) แต่ว่าเราก็เข้าไปที่ๆ ชือว่า AI (Art Institute) ซึ่งข้างในก็ใหญ่มากๆ กว้างมากๆ มีศืลปะมากมายหลายแขนง แต่ที่ชอบที่สุดคือ มันมีการจัดแสดงบ้านหรือห้องตามวัฒนธรรมต่างๆ ให้ดูด้วย โดยมันจะจัดเป็นบ้านหลังเล็กๆ เป็นห้องเล็กๆ แล้วตกแต่งสมจริงมากๆ โคตรสวยเลยอะ
     
    ก่อนกลับ เราก็ไปเที่ยวที่ซิกแฟลกด้วย แต่ว่าสาขาชิคาโกมันเล็กกว่า ที่นิวเจอร์ซีย์ เครื่องเล่นก็ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็สนุกดี (ตลกเฮียบอยหน้าซีดอะ เล่นรถไฟเหาะทีเดียว ไปซะละ)
     
    สรุป กว่า สามอาทิตย์ในอเมริการอบนี้ ก็รู้สึกดี สนุกจริงๆ แฮะ ได้ไปนู่นนี่มากมาย ได้เห็นอะไรมากมาย (ได้เห็นหมานรกสองตัวแต่น่ารัก ที่ชื่อ วอดก้า กับ โซดา) การเดินทางนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสปอนเซอร์หลักอย่างอาป๊า กะ อาม้า .... และไกด์ดีๆ อย่างเฮียบอย ........ ขอบคุณมากๆ เด้อค้าบบบบบบบ
     
     
     
    22 May

    In America, Pt.1

     
     
     
    well, actually i'm living in the states, so i suppose to type in eng ? no ?
     
    เอางี้ดีกว่าพิมพ์ไทยดีกว่า ง่ายดี ฮ่าๆ ง่ายต่อคนอ่าน (บลอกนี้ยาวมากกกก ยาวที่สุดตั้งกะเขียนมาแล้วมั้ง แต่ก็อยากให้อ่านจนจบแล้วเม้นท์หน่อยละกัน)
     
    คืองี้ เรื่องของเรื่องคือ จับพลัดจับผลูได้มาเมกา ได้มาเที่ยวเล่น เป็นเวลากว่าสามอาทิตย์ (จริงๆ ควรจะมานานกว่านั้น แต่ว่าติดงานแต่งงานของน้าสุดที่รัก เลยต้องกลับก่อนน่ะ)
     
    เดินทางมาก็เหนื่อยอ่านะ นั่งเครื่องมาลงที่ O'Hare เลย (เป็นสนามบินนานาชาติของชิคาโกน่ะ) พอมาถึงเพื่อนเฮียบอยก็ขับรถมารับ จริงๆ ก็เป็นเพื่อนรุ่นน้องน่ะละ อายุเท่ากับเราเลย แต่ว่าเค้าอยู่ที่นี่ พ่อแม่ก็อยู่นี่
     
    พอมาถึงวันแรก ก็เหนื่อยอ่าสิ มาถึงบ้านเฮียบอย ก็เลยพักสักหน่อย ก่อนที่จะออกไปหาอะไรกินกัน แล้วก็จัดข้าวจัดของ มื้อแรกที่ได้กินที่นี่เป็นเนื้อย่างเกาหลี ของคนเกาหลีเลย รสชาติเหมือนอยู่เกาหลีเลยอ่า อร่อยดี
     
    หลังจากนั้นสองวันก็พักๆ เล่นๆ อยู่ชิคาโกไปก่อน โดยสองวันนี้ก็ไปในดาวน์ทาวน์ไปเที่ยวเล่นไปถ่ายรูป ไปชอปปิ้งเล็กน้อย พอหายเหนื่อย ก็ขึ้นเครื่องไปลาสเวกัสกัน !!!
     
     
    เหตุเกิดที่ Las Vegus, Nevada !!!
     
    เช้าวันแรกที่เวกัส
     
    หลังจากนั่งอยู่บนสายการบิน US Airlines กว่าสี่ชั่วโมง  (สายการบินนี้ห่วยมาก แต่ก็ดีกว่าหลายๆ สายการบินของอเมริกา) พวกเราก็มาถีงสนามบิน (มันชื่อสนามบิน McCarren หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะ ลืมแล้ว) ภาพแรกที่เห็นสิ่งที่อยู่ในสนามบินเลยก็คือ "ตู้สลอทแมทชีน" ... โอ้โห คนที่นี่เค้าเอาเป็นเอาตายกับการพนันขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย ???? ....  ทันทีที่ก้าวออกจากสนามบิน เราก็นึกว่าเราอยู่ดอนเมืองทันที (ย้ำ ดอนเมือง ไม่ใช่ สุวรรณภูมิ) แบบว่า อากาศมันเหมือนอยู่ดอนเมืองโคตรๆๆๆๆๆๆๆ  ร้อนสุดๆ ต่างกับชิคาโกโคตรๆ เลยแม่ง
     
    พอออกมาจากสนามบินได้ เราก็ไปที่โรงแรมทันที โรงแรมของเราชื่อว่า "Imperial Palace" เป็นโรงแรมสี่ดาว ตั้งอยู่ใจกลางย่าน Strip เลย (เป็นย่านการค้า ย่านแหล่งนักท่องเที่ยวของลาสเวกัส) แต่ไม่น่าเชื่อว่าโรงแรมจะราคาถูกได้ คือเราพักสองคืน คืนแรกราคาแค่ ห้าสิบเหรียญเท่านั้นเอง แต่ว่าคืนที่สองนี่สิ โดนชาร์จ เพราะว่ามันตรงกับวันศุกร์พอดีเลย ราคามันเลยโขกไปเป็นคืนละ  199 $ ซะงั้นน่ะ แต่ก็เอาน่า คุ้มอยู่น่ะ
     
    วันแรกของเราที่เวกัส ก็คือการไปเดินดูจุดต่างๆ พร้อมๆ กับหาร้านอาหารกินกัน ... พวกเราก็พยายามหาอะไรถูกๆ กินนะ แต่ว่าหาไม่เจอง่ะ เลยไปกินเสต็กที่ร้านๆ นึง ซึ่งดูหะรูหะรา (มันจำเป็นเพราะหิวเหี้ยๆ แล้วอ่า) ร้านมันน่ะ มีหอไอเฟลด้วย จำลองซะยักษ์เลย ชื่อร้าน ถ้าจำไม่ผิดนะ ชื่อว่า French Steakhouse คือจะว่าไปแล้ว จริงๆ แล้วที่เวกัสเนี่ย มันมีสถาปัตยกรรมจำลองจากทั่วโลกเลย สวยงามจริงๆ คุณอยากได้อะไรล่ะ ? ที่นี่มีหมด ไม่ว่าจะเป็น สฟิงส์ ปิรามิด สะพานลอนดอน ประตูชัยฝรั่งเศส หอไอเฟล เทพีเสรีภาพ ฯลฯ แต่ละอย่างก็สวยงามโคตรๆ เหมือนจริงๆมากๆ แต่ว่ามันเล็กกว่า (แต่ก็ยังยักษ์อยู่ดี) คือ จริงๆ แล้วเราก็รู้สึกเลยว่า สิ่งก่อสร้างทุกๆ อย่างบนถนน Strip นี้นั้น มันต้องหรูหราหมดเลยอะ ไม่รู้ทำไม โคตรเว่อร์อะแต่ละอย่าง จะเว่อร์ไปไหนกันวะ ? ยิ่งผ่านโรงแรม Bellagio นะ โหย น้ำพุหรูหรามาก สวยจริงๆ
     
    คือที่เวกัสน่ะ แดดร้อนโคตรๆ แดดแรงมากๆ กันแดดเอาไม่อยู่อ่า เชื่อมั้ยว่า ดำขึ้นในวันเดียว ดำแบบว่า น่ากลัวเลยอะ ใครก็ตามที่จะมาเวกัสนะ ไอ้เบิดขอเตือนว่า เตรียมกันแดดมาอย่างดีก่อน (ขนาดของไอ้เบิดยังเอาไม่อยู่อะ)
     
    ตกเย็น พวกเราก็ไปเดินเวกัสยามราตรีกัน บรรยากาศต่างจากกลางวันมากๆ เหมือนเป็นคนละแห่งเลย มันแตกต่างมาก มันสวยกว่ามาก ที่สำคัญ มันเย็นกว่ามาก เอ้อ นอกจากนี้เรายังได้ไปห้างๆ นึงด้วยอะ (จำชื่อไม่ได้แล้ว) มันแบบว่า มีท้องฟ้าจำลองด้วย คือมันทาเพดานเป็นเหมือนท้องฟ้า เหมือนจริงๆมากๆ แล้วตัวร้านค้าก็ตกแต่งเหมือนเป็นบ้านๆ ไปอะ มีการจำลองฝนตกด้วยนะ เหมือนจริงมากๆ แบว่า ท้องฟ้าเปลี่ยนสีได้ด้วย มีเมฆดำลอยมาด้วย เว่อร์ได้ใจจริงๆ
     
    พอเดินกันจนเหนื่อย พวกเราก็กลับโรงแรมนอนกัน
     
    เช้าวันที่สองของเวกัส !!!
     
    ตื่นมา ก็ไม่มีไรมาก ไปชอปปี้งกันก่อน เดินห้างไปเรือยๆ รอเวลาให้พี่ดา (พี่คนนึงที่ไปอยู่เวกัสหลายปีแล้ว ด้วยเส้นสายบางอย่าง เราเลยรู้จักกัน) พี่ดาแกใจดีมากๆ พาเราไปเที่ยวไปทั่ว ไปที่เขื่อนฮูเวอร์ เขื่อนอลังการจริงๆ สมแล้วที่ติดอันดับโลก (แน่นอนว่า ร้อนมากๆ ด้วย) แล้วพี่ดาก็พาเราไปยังย่านดาวน์ทาวน์ (มันเป็นย่านเก่าของที่นี่น่ะ) ไปดูจอสกรีนที่ใหญ่สุดในโลก โหญ่จริงๆ เพราะมันเอาเพดานทางเดินทั้งย่านน่ะละ ทำเป็นจอทีวีเลย ดูโชว์อลังการมากๆ พอดูเสร็จพี่ดายก็ให้เพื่อนแกพาเราเข้าผับที่ดังที่สุดของที่นั่นด้วย แน่นอนว่าเข้าฟรี (ทั้งๆ ปกติต้องเข้าคิวยาว คนละ ห้าสิบเหรียญ แต่ว่าพี่ดาเส้นใหญ่ พาเข้าฟรี) แต่ว่าน่าเสียดายไอ้เบิดเหนือยก่อนเลยไม่ได้ไป มีแค่เฮียบอยกับเบ้นที่ไปกัน ผับนี้เป็นผับแนวเอเชีย (แต่โคตรดัง) ชือว่า Tao (เต๋า) ในขณะที่สองคนนั้นไปเที่ยวกัน ไอ้เบิดกลับไปนั่งโยกสลอตที่ใต้โรงแรมแทน แจคพอตแตกตลอดเลย แต่ว่า โลภมากไง เลยหายหมด หมดตัว ทั้งๆ ที่แจคพอตแตกไปสามรอบเลย แตว่า ก็ไม่หยุดซะที สมน้ำหน้า ฮ่าๆ (แต่เฮียบอยอะเดะ ได้มาสามร้อยกว่าเหรียญ จากเงินเริ่มต้นเพียงยี่สิบ)
     
     
    เหตุเกิดที่ ซานฟรานซิสโก !!!!
     
    เช้าวันแรกที่ซานฟราน
     
    หลังจากหมดตัวไปกับเวกัสแล้ว เราก็รีบหนีไปซานฟรานดีกว่า นั่งเครื่องไปประมาณชั่วโมงนิด ๆ ก็มาถึงแล้ว อากาศที่นี่หนาวมาก (เมื่อเทียบกับเวกัส) แบบว่า ต่างกันสุดๆ พอมาถึงก็ไปกับเพื่อนเฮียบอยที่อยู่ที่นี่ พี่แกก็พาเราไปย่านดังๆ ต่างๆ ไปดูเมือง ไปชอปปี้ง ไปนู่นนี่ ไปสะพานโกลเด้นเกท (เสียดายภาพถ่ายมาสะพานไม่ค่อยชัด เพราะหมอกเยอะ) ไปดูคุกกลางทะเล "อัลคาทราส" (Alcatraz ที่ใช้ถ่ายหนังเรื่อง The Rock อะ) อันเลื่องชื่อ  ก่อนที่จะไปกินปูเป็นมื้อเย็นที่ฟิชเชอร์แมน (อร่อยมาก ขอบอก)
     
    วันที่สอง เราก็ไปเที่ยวกันเอง เพราะว่าเพื่อนเฮียบอยไม่ว่าง แต่ไม่เป็นไร ซานฟรานเมืองมันเล็ก ไปๆ มาๆ ก็วนถึงกันแล้ว เราก็ไปดูถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลก ที่ชื่อว่า Lombart แต่ว่าเราเรียกว่า "ลำบาก" เพราะกว่าจะไปถึงมันลำบากจริงๆ เดินขึ้นเนินขาแทบลาก เพราะที่ซานฟรานมันมีแต่เนินเขาจริงๆ มันเป็นเมืองบนเขา แล้วก็ไปนั่งรถรางอันเลื่องชื่อ ก่อนที่จะถ่ายรูปตามมุมเมืองกลับมา
     
    เชื่อมั้ยว่า ที่ซานฟรานน่ะน่ากลัวจริงๆ แฮะ ไม่รู้ทำไม แบบว่าตอนกลางวันน่ะปกติมากๆ แต่ว่าพอมืดเท่านั้นล่ะ พวก Homeless ก็ออกมากัน น่ากลัวมาก ไม่รู้ทำไม มันเหมือนออกมาขู่ๆ กันเลย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างดาวน์ทาวน์ไปสี่ห้าบลอกเท่านั้น (บลอกแต่ละบลอกที่ซานฟรานเล็กมากๆ เดินไม่ถึงสามสิบเก้าก็พ้นบลอกแล้ว) 
     
     
    เช้าวันที่สามที่ซานฟราน พวกเราก็แหกขี้ตาตื่นกันตั้งกะตีสี่เลยอ่ะ เพื่อไปขึ้นเครื่องกลับชิคาโก เหนื่อยมากๆ มาถึงก็มากินเฝอซะหน่อย อร่อยดี
     
     
    จะบอกว่าอาหารการกินที่นี่น่ะ ไม่อดอยากอาหารไทย โดยเฉพาะที่ซานฟราน มันมีอาหารไทยทุกบลอกเลย บลอกมันเล็กๆ เอง กลับมีทุกบลอก (บางบลอกมีสองร้าน) ที่เวกัส ก็มีร้านอาหารไทยกว่า ห้าสิบร้าน แต่ละร้านก็คนไทยจริงๆ ร้านแบบไทยๆ เลย อาหารลาวๆ ก็ยังจะมีอีก
     
    เอาล่ะ คิดว่าไอ้เบิดโม้มามากพอแล้ว ยาวเกินไปแล้วล่ะ เด๋วกลับมาใหม่กับ In America Pt.2 ละกันนะ วันนี้ขอตัวก่อน ^_^
     
     
     
     
     
     
    04 May

    ครั้งหนึ่งในอเมริกา .... เมื่อไปเวิร์กแอนด์ทราเวิลเมื่อปีที่แล้ว

     
    Note : พอดีมีเพื่อนคนนึงอยากให้เขียนเรื่องตอนไปเมกาไปทำงานให้ฟังให้อ่าน .... ไอ้เราครั้นจะเขียนแล้วอ่านคนเดียวก็กระไร เลยเอามาลงอีกทีดีกว่า
     

    การไปอเมริกาเพื่อไปเวิร์กบ้าบออะไรเนี่ย เดิมทีบอกไว้ก่อนเลย ที่ไป ไม่ได้ไปเพื่อเงิน หรือว่า ไปเพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าครั้งหนึ่งข้านั้นเคยไปเหยียบอเมริกาหรอกนะ แต่ว่าที่ไปก็เพราะว่า อยากจะไปที่ๆ ไหนสักแห่ง ... เพื่อให้ต้วเองได้รีเฟรชอีกครั้ง โดยอยากจะไปเป็นเวลานานๆ สักหน่อย แล้วพอดีรู้มาว่ามีโครงการทำนองนี้เกิดขึ้นก็เลยไปสมัคร

    สิ่งทีได้รับรู้หรือประสบการณ์จากการไปครั้งนี้คือ ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่โครงการน่ะ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดในการเดินทางไปเวิร์ก มีไว้เพียงเพื่อขูดรีด+ไถเงินเราทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ (โดยเฉพาะตั๋วเครื่องบินที่ขูดรีดสุดๆ ไหนจะไอ้บัตรส่วนลดสำหรับนักเรียนบ้าบอนั่นอีก ... มีไปก็ไม่ได้ใช้สักหน่อย ดีนะที่เราไม่ตกหลุม ไม่ซื้อตั๋วกับโครงการ ไม่ทำบัตรบ้าบอนั่นด้วย) ยามเมื่อที่เราไปเหยียบผืนแผ่นดินอเมริกา สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ "เหนือย" เพราะว่าต้องเดินทางกว่า 40 ชม (โดยเรานั่งเครื่อง 24 + รถอีก 16 ชม ด้วยเหตุขัดข้องทางเทคนิคเลยได้นั่งรถ) ได้ไปพักกับเพื่อนฝรั่งก่อนที่จะไปที่ทำงานนรกนั่น

    ที่ทำงานของเราคือ "Cedar Point Amusement Park" มันอ้างว่าเป็นปาร์กที่ดีที่สุดในโลก (ได้รางวัลชนะเลิศ 8 ปีซ้อนแล้วว่างั้น) (ปาร์กแบ่งเป็นสองประเภทคือ Amusement กับ Theme) การทำงานที่นี่ก็ดีนะ นรกดี วันนึงก็ทำงานกันเข้าไปเลยแล้วแต่ดวง บางทีก็ 3 ชม บางทีก็ 18 ชม สนุกตายไปเลย No-Sit, No-Break แบบว่านรกจริงๆ และที่นี่มันมีสโลแกนสำหรับพนักงานคือ "If you have time to lean, You have time to clean" บ้ามั้ยล่ะ ? ร้านที่เราดูแลนั้นก็สะอาดเป็นกระจกแล้ว แต่ก็ต้องทำเป็นบ้าขัดถูเข้าไป ไม่งั้นโดนด่า ....

    ช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น ก็สนุกดี ได้ใช้สมองมากมายระหว่างการทำงาน (ไม่ใช่เพื่อวางแผนขายของหรือทำอาหารหรอกนะ แต่ว่าเพื่อหลบหลีก + หลอกพวก Manager น่ะ เพราะพวกฝรั่งโง่จริงๆ โง่จนไม่น่าเชื่อ ... จริงๆ นะไม่ได้ดูถูก) เอาเป็นว่าสิ่งที่เราทำต่างๆ ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ทำงานน่ะ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเอาแบบอย่างละกัน แต่ว่า เด็กไทยหลายๆ คนก็ทำ เพราะความแค้นใจที่โดนมันโขกสับ ... พวกเราก็เลยเอาคืนอย่างเงียบๆ แบบแกล้งโง่ๆ ซื่อๆ ไป

    สิ่งที่ดีที่สุดของการได้มาทำงานที่นี่คือได้เพื่อนใหม่ๆ ที่โคตรดี บอกตรงๆ นะ ถ้าไม่ได้เพื่อนพวกนี้ อะไรๆ ก็คงแย่ นอกจากนี้ยังได้ประสบการณ์การเอาตัวรอด การวางตัวต่างๆ  รวมไปถึง "การตอแหล" (ตัวนี้สำคัญทีสุด) จริงๆ นะ การตอแหลน่ะ ทำให้รอดจากสถานกาณ์เลวร้ายมาหลายครั้งแล้ว ... ใครที่เป็นคนดีมาก่อน ก็มาเสียคนตอนมาอเมริกานี่ล่ะ (ท่านผู้ใดที่ยังไม่เคยตอแหล  ... ก็ลองดูสักตั้งไม่เสียหลาย)  

    หลายๆ คนสงสัยเรื่องอาหารการกินของเด็กไทยเวลาที่อยู่ที่นั่น ... คือหลายๆ คนทีไปเวิร์กที่อื่นๆ ส่วนใหญ่นั้นอาหารหลักมักไม่พ้น Mc หรืออาหารจั๊งก์ฟู้ดต่างๆ .... แต่ขอโทษที ไม่ใช่กับเรา และเพื่อนๆ เด็กไทยที่ไปทำงานที่ Cedar Point กับเราเซ็ทนี้ เพราะอาหารแต่ละวันๆ ที่ได้กินคือ "อาหารไทย" ครับ โดยมีพ่อครัวหลักๆ เลยคือตัวเราเอง ... นานๆ ทีก็จะมีลูกมือคนอื่นๆ มาช่วยด้วย (คือจริงๆ แล้วที่บ้านพักจะมีห้องครัวให้ไง แล้วก็เพื่อนๆ แต่ละคนก็เป็นกุ๊กแต่ละชนิดได้เลย มีทั้งกุ๊กฝรั่ง กุ๊กอีสาน กุ๊กไทย รวมไปถึงกุ๊กมั่วซั่ว) เชื่อมั้ยว่าตอนที่อยู่ที่อเมริกานั้น ผมเคยทำ "ข้าวมันไก่" ให้เพื่อนๆ กินด้วยล่ะ (แน่นอนว่าเด็กสิงคโปร์ตกใจใหญ่ว่าไอ้เบิดสามารถ) (ขอบอกว่าเพื่อนๆ บอกว่ารถชาติดีกว่าร้านอาหารบางร้านในเมืองไทยซะอีก ... เหอๆๆ ภูมิใจๆ) เมนูบางวันก็ได้กินมัสมั่น, หมูผัดพริกหยวก, หรือแม้แต่ "กล้วยบวดชี" ... คืออาหารไทย ไทยจริงๆ ได้กินกันทุกๆ วัน หุงข้าวกันทุกวี่วัน

    การเดินทางไปอเมริกาครั้งนี้ ก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งในชีวิตของผม ที่ได้จดจำ ได้เจออะไรเข้ามาในชีวิต ได้เรียนรู้ มันก็มีสิ่งที่ดีและก็ไม่ดีปนๆ กันไป แต่ว่ามันก็ทำให้เราได้เติมประสบกาณ์ให้เพิ่มขึ้นอีก ... อย่างน้อยก็ได้รู้รสการหาเงินเอง ได้รู้การเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ... บอกตรงๆ แม้ว่าจะเหนือย จะแย่แค่ไหน .... ก็คุ้ม และไม่เสียใจที่ได้ไป

     

     

    ปล.  ที่บอกว่าจะไปรีเฟรชตัวเอง สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย (T_T)

     

    06 April

    เหตุเกิดที่หลังมอ ...

     
    (บลอกนี้เป็นเรื่องเล่าเวอร์ชั่นเบิด เพราะมันจะมีอีกเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นแอน)
     
    สืบเนื่องจากว่า เมื่อวันที่ 3 และ 5 เมษ นั้นเป็นวันเกิด โป้ยและกาญ (จริงๆ วันที่ 5 ก็เป็นวันเกิดเจี๊ยบ + ส้ม นาถ ด้วยน่ะ) แล้วเพื่อนๆ เกิดอยากเลี้ยงกันเล็กน้อยถึงปานกลาง หลังจากที่เลี้ยงไปแล้ววันที่ 4 เมษ ที่ร้าน "เที่ยวละไม" (ลืมถ่ายรูปมาให้ดู) วันนี้ วันที่ 5 ก็ยังจะไปเลี้ยงกันต่อ นัย ว่า ไปเลี้ยงอำลา มอด้วย ....
     
    ก็เล้ยยยยย รวบรวมชาวการตลาดที่อยู่ มข อยู่ อันได้แต่ เบิด เนติมา แอน กาญจนา อภิรัตน์ โป้ย กาญ ชนัฏดา รวมกันได้ตั้ง 8 คนแน่ะ ~! 
     
    เราสตาร์ทกันที่ร้านคาราโอเกะก่อนน่ะนะ ที่ร้าน "Cool Bar"
     
    หลังจากนั้น ก็ไปต่อกันที่ร้านนม "สโมสร" (ของพี่แดน วงขอนแก่น)
    เอาเค้กไปเป่าที่ร้านนี้ด้วย อ้อ เทียนน่ะ เป็นเทียบไหว้พระเลยล่ะ ฮ่าฮ่า เหมือนที่ไอ้เบิดได้จากคุณจัยและคุณแอน เมื่อวันเกิดตัวเอง ที่ร้านนี้มีน้ำตกด้วยน่ะนะ เป็นน้ำตกหน้าร้าน ซึ่งกาญก็ทำตัวเป็นคนเปิดปิดสวิตช์ซะเลย แบบว่าภูมิใจเล็กน้อยถึงปานกลาง .... (ขอบอกว่าร้านนี้แอบเอาซีดีผีมาโชว์ด้วยล่ะ ^ ^ )
     
    เรานั่งกันอยู่ราวๆ ชม นึง แล้วก็รีบไปต่อกันที่ ร้านเหล้า "ร้านเดิม" (วันนี้เป็นการเดินสายมารธอนยิ่งกว่าปอยฝ้าย หรือ แม่นกน้อยเสียอีก) ... (พูดไปแล้ว คนอ่านจะมองภาพกูเป็นคนยังไงวะ ? วันก่อนยังไปดูระเบียบ วาทะศิลป์ ที่บึงสีฐานอยู่แหม่บๆ -*-) ณ ที่ร้านเดิมเนี่ย ก็เดินเข้าไป ก็ตกใจเสียคนทัก มองไปคือโบ้ท (วิดวะ) โบ้ททักเราแล้วก็บอกว่า "นั่นไอ้ปั้นน่ะ" .... ตกใจกว่าเดิม ไม่คิดว่าจะมาเจอมันที่นี่ -*- ... ฮาจริงๆ เป็นวันรวมญาติเพื่อนฝูงรึไงวะเนี่ย ? มองไปโต๊ะนั้นมีแต่พวกเด็ก ขอนแก่นวิทย์ทั้งน้านเลย (แม่ง เล่นร้องเพลงมาร์ช รร  ในร้านเหล้าอีกอะ กูละอาย) พอนั่งๆ ไปสักพัก กวาง ก็มานั่งคุยด้วย แล้วบอกว่า ไปเจอเจ๊เต๋อที่ กทม ว่างั้น หัวทองเชียว ว่างั้น -*- ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย ว่าเจ๊หัวทองไปซะแล้ว เป็นแมงวันแมงหวี่ไปแล้วซะงั้นน่ะ
     
     
    นั่งอยู่ร้านนี้ก็นานอยู่อะนะ (ตั้ง 1 ชม แน่ะ .... ก็แหง๋มล่ะ ร้านมันปิดเร็วนี่หว่า ) นั่งจนร้านปิด พ่อก็มาไล่ มากันสองคนใส่หมวกทองมาเลย เอาไฟฉายมาส่องพร้อม ทำเหมือนกูเป็นนักโทษยังงั้นล่ะ - -" ก็เลยคว้าเหล้าแล้วเดินออกมากัน ก่อนที่จะไปที่หมายต่อไป ...
     
     
     
     
    ที่หมายที่ว่านี้ก็คือ "ศาลเจ้าพ่อ มอดินแดง"  ไปกราบลา เจ้าพ่อมอ ที่ดูแลคุ้มกะลาหัวพวกเรามาตั้ง 4 ปี ขอพรท่านซะหน่อยเป็นสิริมงคลแก่ตัวซะหน่อย ^ ^ ก่อนที่จะแยกย้ายๆ กันกลับตัวใครตัวมัน ..... จริงๆ ซะที
     
     
     
     
     
     
     
    แบบว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันอีกแล้วที่ใจหาย .... ก็อ่านะ นี่มันจบจริงๆ เหรอวะเนี่ย ???? 
     
     
     
    สุดท้ายนี้ก็ ขอโทษและขอบคุณในทุกๆ อย่าง ที่เคยเกิดขึ้นนะ
     
     
    ปล. เพิ่งรู้ตัวว่าแก่ว่ะ ..... เศร้าเลยกู
     

     
    04 January

    เค้าท์ดาวน์ที่ภูเก็ต+กระบี่

     
     
    แบบว่าปีใหม่นี้ไปเค้าท์ดาวน์ที่ภูเก็ต+กระบี่มา (ไปอีกแล้ว ไปไรนักหนาวะ ?)
     
     
    แต่ว่าคราวนี้ไปกับครอบครัว สนุกดี กินเที่ยวอย่างราชา.... หลังจากคราวที่แล้วไปเยี่ยงยาจก เหอๆๆๆ 
     
     
     
    ไปวันแรกก็สนุกดี ไปพักที่แถวๆ หาดป่าตอง ได้ไปกินข้าวที่เดิมที่เคยมาเมื่อสองปีที่แล้ว (แต่ว่าคนละร้านน่ะ)
     
    เป็นร้านอาหารที่ต้องนั่งเรือไปนั่งกินกลางทะเล เป็นร้านอาหารทะเล (ก็แหงมเดะ มาทะเลก็ต้องกินซีฟู้ดเดะ)
    กินไปเยอะมากๆ กินแบบว่าไม่เกรงใจคนจ่ายเลยอะ กินทุกอย่างที่อยากกิน ไม่ว่าจะเป็นกั้งทอดกระเทียมของโปรด หรือว่าจะปูทะเลผัด ฯลฯ กินเยอะมากๆ หลายอย่างโคตรๆๆๆๆ พอเช็กบิลก็ปรากฏว่าเจ็ดกว่าๆ ว่างั้น พอกำลังจะเดินขึ้นเรือ พนักงานก็เดินมาบอกว่า ลืมคิดกั้งอีกจาน เลยต้องจ่ายเพิ่ม (T_T)
    วันนี้หมดไป 1 พอดีแฮะค่าอาหาร (บอกแล้วว่ามากินอย่างราชา)
     
     
    กินเสร็จก็หมดแรงอ่ะนะ เพราะว่าเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็เลยไปนอนกัน
     
    ตื่นมาวันที่สองก็ไปเที่ยว "เกาะไข่" กัน เป็นเกาะเล็กๆ (เล็กจริงๆ) ปล่อยให้ชาวบ้านลงเล่นน้ำกัน ไอ้เบิด ก็จัดการ "นอน" ริมหาดซะงั้น (เป็นคนไม่ชอบเล่นน้ำครับ)
    นอนไปหลายตื่น ก็ลุกมากินนู่นนี่ แล้วก็นอนต่อ (ระหว่างนั้นน้าใหญ่ก็จัดการถ่ายรูปสาวๆ ฝรั่ง Topless ไปพลางๆ)
    สำหรับผมแล้ว การไปเกาะไข่ คือการไปนอนหลับน่ะครับ ไม่ใช่ใดอื่น
     
    คืนนั้นพี่ศักดิ์ ซึ่งเป็นญาติของผมที่อยู่ที่ภูเก็ตก็พาไปเลี้ยงข้าว เป็นร้านเดิมที่เคยมาเมื่อสองปีที่แล้ว ไปกินกันยิ่งกว่าเมื่อวานอีกอ่ะ ยิ่งกว่าราชาซะอีก
     
    กินเยอะมากมาย กินจนจะอ้วกได้มั้ยเนี่ยเรา ? เช็กบิลออกมา ปรากฏว่าแพงกว่าเมื่อวานอีกตั้งเยอะโขแน่ะ ......  อืมมมม กินราชาจริงๆ กู (หลังจากที่คราวที่มากับเพื่อนเป็นยาจก)
     
    แต่ว่าพอคืนนั้นผมก็กลับหิวขึ้นมาซะงั้นน่ะ (กระเพาะผมมันมี 4 อันน่ะ เต็มแค่ 2อันเองตอนนั้น) เลยย่ำต๊อกๆๆ ไปซื้อสลัดที่พิซซ่ามากินต่ออีกกล่องนึงจึงพอประทังไปได้
     
    คืนนั้นเป็นคืนที่มีการเค้าท์ดาวน์ ผมก็มองลงมาจากที่พัก ก็เห็นฝูงคนเล่นประทัดมากมาย (ฝรั่งเล่นบ้ามากๆ อะไรก็ไม่รู้หรอก) เห็นพลุสวยๆ เต็มไปหมด ดีนะ ที่ว่าที่ภูเก็ตเขาไม่ยกเลิกการเค้าท์ดาวน์แบบที่อื่นๆ ไม่งั้นผมคงซวยแย่
     
    พอดูนู่นนี่เสร็จก็เข้านอน ( SMS เข้ามาไม่ขาดสายจริงๆ ตลอดวันเลยวันนี้.... ขอบคุณทุกๆ คนครับ ที่ส่ง SMS มาให้ในวันนี้)
     
     
     
    ตื่นมาวันที่สามก็ไปกระบี่กัน พยายามที่จะไปทะเลแหวกให้จงได้หลังจากที่ครั้งแรกพลาดไป (เมื่อครั้งที่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ น่ะ)
    แต่ว่าคราวนี้ก็พลาดอีกแล้ว เนื่องจากว่ามันเป็นหน้าเทศกาล ทำให้ไม่มีเรือว่างอะ (T_T) เศร้าเลยกรู เลยนั่งรถไปเล่นๆ ที่แถวๆ กระบี่แทนซะงั้นอะเรา
     
    ไปหาดนพรัตน์ธารา หรือว่าที่คนเรียกอีกอย่างว่า "อ่าวนาง"  เอาวะ เล่นน้ำที่นี่ก็ได้ แบบว่าดูๆ ไปมันก็แหวกเล็กๆ นะ ทะเลที่หาดนี้ ก็เลยพอกรุ้มกริ่มไปได้
     
    พอเล่นๆ น้ำ (จริงๆ เรียกว่า ย่ำๆ น้ำมากกว่า) ก็ไปกินข้าวแถวๆ นั้นกัน ก่อนที่จะนั่งรถกลับภูเก็ต
     
     
     
    พอถึงภูเก็ตก็ไปหาไรกินต่อ (อีกแล้ววววว) แต่ว่าวันนี้ไม่ได้กินราชาอีกแล้ว กินปกติสามัญชนเขาเอา กินไปกินมาปรากฏว่าเจ้าของร้านเป็นญวนขอนแก่นซะงั้น..... เจอกันบ้านเดียวกันได้ไงวะเนี่ย ? ก็คุยกันไปสักพัก ก็ไปเดินเล่น ซื้อของที่ป่าตอง จนตีสองนู่นล่ะ ถึงได้เข้าที่พักไปนอนกัน
     
     
    ตื่นมาวันที่สี่ก็สายมากๆๆๆ แล้วก็รีบแพคกระเป๋า รีบเก็บของ แล้วก็ไปเที่ยวให้ทั่วทั้งภูเก็ต ไปซื้อของฝาก ก่อนที่จะนั่งเครื่องกลับสุวรรณภูมิ แล้วค่อยนั่งรถตู้กลับขอนแก่น... ถึกจริงๆ เรา เดินทางได้ทรหดโคตรๆ
     
     
     
    ปล. ผลจากการสวาปามไม่เลือกทำให้อานิสงส์ผลอ้วนส่งมาที่ตัวผม 2 กิโลทันที T_T

    09 December

    วันนี้มาอัพภาพตอนอยู่อเมริกา

     
     
     
    ไม่มีไรมาก พอดีกลับไปอ่านคอมเม้นท์เก่าๆ ของซะโอที่บอกว่าอยากเห็นภาพตอนอยู่เมกา ก็เลยมาอัพให้เลย
     
     
    แบบว่าไปอยู่นั่นครับ ไปทำงานราวๆ 3 เดือน (เกือบๆ) โดยผมทำงานที่สวนสนุกแห่งหนึ่งชื่อว่า "Cedar Point" มันได้เป็นสวนสนุกอันดับ 1 ของโลกติดกันมา 8 ปีซ้อนแล้ว
     
     
    เครื่องเล่นที่นู่นแต่ละอันนะครับ โอ้โห !!! จะตายเลยอ่ะ แต่ละอันเป็นเจ้าของสถิติโลกทั้งนั้นอ่ะ แบบว่าไม่ว่าจะเป็น "เร็วที่สุดในโลก" "สูงที่สุดในโลก" "เยี่ยมที่สุดในโลก" ฯลฯ
     
    แต่ละอันแบบว่าสุดๆ จริงๆ และแน่นอนว่าผมเล่นมาหมดแล้วววว ฮ่าฮ่า อยากให้ไปเล่นกันนะครับ มันส์จริงๆ
     
     
     
    สวนสนุกที่ผมไปทำงานนั้นมันอยู่ที่เมือง Sandusky, Ohio ครับ ฟังชื่ออาจจะคิดว่าเป็นเมืองร้อนนะ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันอยู่ด้านบนของอเมริกาเลยอ่ะ ติดกับแคนาดา มีแค่ทะเลสาบอีรี่ (Erie Lake) กั้นเท่านั้น หนาวมากๆ เลยที่นั่น
     
     
    ช่วงที่อยู่ที่นั่นผมก็ไปเที่ยวไหนไม่ค่อยมากหรอกครับ ส่วนมากก็จะอยู่ที่ Sandusky นั่นล่ะ แต่ว่าก็มีโอกาสได้ไปที่ Chicago ไปหาเฮียบอยด้วย (พี่ชายผมอยู่นั่นครับ)
     
    ได้ไปน้ำตกไนแองการ่า แบบว่าสวยจริงๆ เลย ชอบมากๆ อยากพาป๊ากับม๊าไปจัง คาดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ปีหน้าคงได้พาไปราวๆ เมษานะ
     
     
     
    การเดินทางครั้งนี้คุ้มมากๆ ครับ ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ดีใจที่ได้ไปครับ
     
    ตอนกลับผมกลับคนเดียวซะงั้น (ทั้งๆ ที่ไปกันสามคน) แต่ว่าแปลกที่ไม่เหงาเลย เฉยๆ มากๆ ไม่ดีใจไม่เสียใจ เป็นแบบว่า "เอ้า กลับบ้านเรา" แค่นั้น
     
    แล้วผมก็กลับมาเหยียบเมืองไทยอีกครั้งครับ หลังจากทิ้งไปนานกว่า 3 เดือน
     
     
     
    ปล. วันนี้อัพบลอกไม่เยอะ  เพราะว่าขี้เกียจพิมพ์อ่ะ ฮ่าฮ่า เน้นๆ ภาพละกัน
    ปล.2 ภาพกว่า 90% ที่เห็นนี้ยกให้ Credit อรรถพลนะครับ เพื่อนใหม่ที่ผมไปเจอที่นั่น ถ่ายภาพโคตรรรรร สวยเลยยย
     
    28 November

    ทะเลใต้ : ภูเก็ต + สิมิลัน + พังงา + กระบี่

     

     

    ภูเก็ต + สิมิลัน + พังงา + กระบี่

     

    ไปเที่ยวมาครับ ไปกัน 6 คน ได้แก่ เบิด โอ อู๋ อาร์ต เปี๊ยะ หญิง ไปทั้งหมดก็ 9 คืน 8 วัน นานดีมั้ยล่ะครับ ? ไปลืมโลกเลยอ่ะพี่น้อง การเดินทางนั้นเราก็ออกจากสุวรรณภูมิอ่ะครับ (เพิ่งไปครั้งแรก บ้านนอกมั้ย ?) เครื่องบินดีเลย์เล็กน้อย แต่ก็ดีที่มันแจกเบอร์เกอร์ เลยหายหิวหน่อย กว่าจะไปถึงที่นู่นก็ราวๆ สี่ทุ่มอ่ะครับ หารถเช่า โดยกะว่าจะเช่าแค่วันเดียวน่ะละ ราคาเช่ารถที่นี่ถูกมากๆ ครับ ถูกกว่าขอนแก่นอีกอ่ะ คิดเอาๆ;  พอได้รถแล้วก็หาที่พักกัน..... ตอนนี้ล่ะครับ ความสนุกก็บังเกิด โดยอาร์ตนั้นนัดกับป้าก้าบ (ซึ่งเป็นคนที่รู้จักกันน่ะครับป้าแกจะหาที่พักให้) ก็แบบว่ากว่าจะหาป้าก้าบได้ก็เกือบตาย วนรถเป็นชั่วโมงๆ เจอทุกอย่างที่ป้าแกบอกหมดไม่ว่าจะเป็น สามแยกไฟแดง + ร้านบาร์เหล้า Karma หรือโรงแรมห้าดาวแถวนั้นๆ ก็หาเจอหมด ขาดแต่ตัวป้าแกน่ะละอยู่ไหนไม่รู้ จนเกิดมุขว่า ป้าก้าบกูอยู่ไสสสสส  แอบเลียนแบบต้มยำกุ้งเล็กน้อย จนพวกเราเหนื่อยกายและใจมากๆ ก็เจอคนที่ป้าก๊าบส่งมาตามหาพวกเรา หล่อนเป็นกระเทยถึกครับ พอเธอมาถึงก็พูดภาษาที่พวกผมคุ้นดีว่า มาแม๊ะ (ลาวจะฮีดแต๊ๆเน้อ) ก็ตามไปจนเจอป้าซะที (เป็นชั่วโมงๆ เล้ยยย กว่าจะเจอป้าแก) แล้วพวกผมก็ได้ห้องพักครับ เป็นโรงแรมฮิลตันห้องพัดลม !!! ฮ่าฮ่า ล้อเล่นคร้าบบบ เป็นเกสท์เฮาส์ธรรมดาๆ แต่ว่าเสี่ยอู๋เรียกซะโคตรฮาอ่ะว่า ฮิลตันห้องพัดลม

     

    พอตื่นเช้าวันที่สองก็รีบเดินทางไปเที่ยวกันในภูเก็ตครับ ไปแหลมพรหมเทพ (ปกติเขาไปดูพระอาทิตย์ตกกันแต่ว่าพวกผมมันแหกคอกครับ) โคตรรรเหนื่อยเลยพี่น้อง กว่าจะปีนไปถึงด้านล่างแหลมได้อ่ะ  พอหายเหนื่อยก็เดินทางไปต่อครับ ไปวัดพระผุดกัน ไปกราบพระซะหน่อยเอามงคลกัน พอเสร็จก็หาอะไรกิน อยากจะกินอะไรที่พื้นเมืองๆ หน่อยก็เลยไปกินอาหารอิสลามมันซะเลย แล้วสมหญิงน่ะสิ ดั๊นนนไปถามแม่ค้าว่า มีหมูมั้ยคะ ? โถๆๆๆ หญิงค้าบบบบ ร้านอาหารอิสลามนะ ! เดี๋ยวก็โดนหรอก !

     

    พอกินเสร็จก็ไปหาทัวร์ไปสิมิลันกัน แต่ว่าแวะไปร้านเช่ารถก่อนไปหาทัวร์แถวๆ นั้นก็ได้ ปรากฏว่าพี่ร้านเช่ารถชื่อว่าพี่หญิงกับพี่กีตาร์ใจดีมากๆๆๆๆๆๆ แกช่วยมากๆ เลยครับ หาให้ทุกอย่าง บริการสุดๆ ใจดีเหมือนพวกผมเป็นน้องเป็นนุ่งจริงๆ ขอโปรโมตเลยละกัน ถ้าใครจะไปภูเก็ตแล้วหารถเช่านะ ไปที่นี่เลย Asian Car Rent ติดสนามบินน่ะละ ถูกด้วย โคตรดีอีกอ่ะ เบอร์นะ 076 327 656-7 บอกพี่แกไปเลยว่าแก๊งเด็กป่วนหกคนที่มาจากขอนแก่นน่ะแนะนำมา 

    พี่หญิงให้ลูกน้องแก (ชื่อพี่ยุทธแต่ว่าหน้าน่ะลุงแล้ว หน้าเหมือนจัยมากกกกกกกกกกกกกกกกก เราเรียกกันว่าลุงจัยๆ  แต่ว่าต่อหน้าเรียกพี่ยุทธ) พาไปหาทัวร์ แต่ว่าก็แพงกว่าที่เราเคยติดต่อไว้อ่ะ ก็เลยหาๆ ใหม่ พี่หญิงก็ช่วยทุกอย่างเลย สุดท้ายเราก็ได้อันที่ถูกจริงๆ ก็หาที่พัก แต่ว่าก็ไม่มีรถแล้วเพราะว่าคืนรถแล้วนี่สิ ... พี่หญิงเจ้าของรถเช่าก็เลยให้เรา ยืม ไปก่อนไปหาที่พักกัน โดยให้พี่ยุทธพาไปหาที่ถูกๆ ดีๆ ให้ แล้วเราก็ได้จริงๆ ที่พักดีๆ ถูกๆ เป็นห้องแอร์ดีหน่อย พี่หญิงแกก็โทรไปบอกกับทางที่พักว่าให้ลดราคาให้พวกผมอีกตังหากอ่ะ

     

    เสร็จปุ๊บพวกผมก็ไปซื้ออะไรมากินกันที่ห้อง ระหว่างที่กินๆ อยู่ พี่หญิงพี่ยุทธก็แวะมา เอาสลิปบัตรเครดิตของผมที่เป็นหลักค้ำประกันรถมาคืน (ผมลืมทิ้งไว้ที่ร้านแก) แกขับรถมาไกล เพื่อเอาอันนี้มาคืนผมอ่ะ ทั้งๆ ที่ผมลืมไปแล้ว ... !!! พี่แกจะประเสริฐไปไหนวะ ?  คนใต้ใจดีครับ ใจดี แบบไม่มีลิมิตเลย

     

    พอตื่นเช้าวันที่สามก็เดินทางไปทับละมุกันเป็นท่าเรือที่จังหวัดพังงาเพื่อไปสิมิลัน หมู่เกาะที่ได้ชื่อว่าสวยอันดับหนึ่งของเมืองไทย อันดับเก้าของโลก สิมิลันเป็นภาษามลายูแปลว่าเก้า เพราะว่าหมุ่เกาะนี้มีเก้าเกาะครับ โดยแต่ละเกาะก็จะมีชื่อของตัวเองอีก โดยเกาะแปดชื่อว่า สิมิลัน (แปลกมั้ย แทนที่จะเป็นเกาะเก้าชื่อสิมิลัน)

     

    การไปสิมิลันนั้นก็นั่งสปีดโบ้ทไปโดยจะแวะที่เกาะเจ็ดก่อนเพื่อดำน้ำก่อนที่จะไปที่เกาะสี่เพื่อพักที่นั่น ระหว่างทางก็เจอกับปลาโลมาด้วยครับ เราโชคดีมากๆ ทีได้เจอ เพราะว่าไม่ใช่ว่าจะได้เห็นกันง่ายๆ ทุกๆ วัน แล้วเราก็ยังเจอเป็นฝูงเลยอ่ะ แบบว่าเกือบ 30 ตัวได้มั้ยเนี่ย เยอะจริงๆ  อ้ออจะบอกว่ากัปตันเรือน่ะมันหน้าตาท่าทางดูดีกว่าชาวเรือทั่วไปหน่อย ทำเอาโอเปี๊ยะได้กระชุ่มกระชวย ฮ่าฮ่า (เรื่องของกัปตันมีจะมีต่ออีกเยอะเดี๋ยวจะเล่าตอนหลัง) พอไปถึงเกาะสี่ก็ไปกินข้าวกันแล้วก็หาที่พักโดยพักเต็นท์ครับ เต็นท์ใหญ่โคตรรรรร นอนสบายมากๆๆๆๆ อากาศก็โคตรดี ทะเลก็สวย ไม่เหม็นคาวเหมือนแถบๆ เกาะช้าง เกาะเสม็ด เลย

    ทะเลที่สิมิลันสวยมากๆๆๆ ครับ เป็นสีฟ้าสวยใสสุดๆ แบบว่าตื่นเช้าออกมาจากเต็นท์ แล้วก็เห็นทะเลทันที แล้วก็จะพูดคำเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ ว่า "สวย" พูดจนเบื่ออ่ะ แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะพูดคำอื่นอะไรได้อีก ภาพที่ถ่ายมาอ่ะ สวยไม่ติดฝุ่นของจริงเลยอ่ะ

    อยู่ที่สิมิลันแล้วสบายใจจริงๆครับ พักที่นั่นสองคืน อาหารที่นั่นก็ถูก อะไรๆ ก็ดีไปหมดเลย วิวสวย อากาศดี ทะเลงาม ภูเขาก็สวย ตกดึก ก็ไปดูดาว พูดถึงดูดาว ผมก็ดูไม่เป็นหรอก แต่ว่าพี่อาร์ตพาดู ก็เลยดูเป็นมาหน่อย ดูกันสักพัก ปอเปี๊ยะเลยมาเองเลย มาสอนดูเลย เธอดูเป็นกว่าอาร์ตอีกอ่ะ

     

    เอออ จะบอกว่า ระหว่างที่อยู่บนสิมิลันน่ะ ไปเจอสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหน้าเต็นท์ ทำเอาตกใจกลัวเลย มันคือปูเสฉวนยักษ์ครับ ตัวโคตรรรรรใหญ่ ฝรั่งแตกตื่นเลยอ่ะ พอไปถามชาวเลแถวนั้นเลยได้รู้ว่ามันคือ ปูมะพร้าว ครับ เขาว่าเนี่ยตัวเล็กแล้ว ปกติเขาเจอตัวเท่ามะพร้าวเลย (ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อเลยผม ฮ่าฮ่า) 

    ตกดึกก็ไปดู ปูไก่ อ่ะครับ เป็นปูน้ำจืดที่เขาว่าหายากแล้วหาได้แค่แถวๆ นั้นอ่ะ  ก็ต้องไปตอนสามทุ่ม โดยจะต้องไปดูในป่า ฟังชื่อปูไก่ตอนแรกก็ไม่คิดไร คงจะเป็นปูเล็กๆ น่ารักๆ พอเจอเท่านั้นล่ะพี่น้อง แม่งงงง โคตรรน่ากินเลย ตัวใหญ่จริงๆ ตัวใหญ่กว่าปูทะเลอีกอ่ะ อยากแอบจับไปกินมากๆ เลย ดูได้แป๊บเดียวฝนก็ตก เลยเผ่นแน่บหนีฝนออกจากป่าเกือบตาย ฮ่าฮ่า

     

    ผ่านไปสองคืน พวกผมก็ร่ำลาสิมิลันกันด้วยความเสียดาย (ฮือๆๆๆ ไม่อยากกลับมาเลยอ่ะ) โดยขากลับก็แวะที่เกาะแปดก่อน ไปดูวิวสวยๆ ที่นั่น ก่อนที่จะกลับโดยเที่ยวนี้เราเจอช่อง 7 ซะด้วย เขามาทำข่าวไรไม่รู้ เขาให้เปี๊ยะเป็น MC ซะด้วยอ่ะ ฮ่าฮ่า เสร็จกันเลย แอบหนีแม่มาเที่ยวสิมิลันแต่ว่ากลับไปเป็น MC ให้ช่อง 7 ซะงั้น

     

    คนขับเรือสปีดโบ้ทก็คือคนเดิมครับ เราไปสืบมาแล้ว เขาชื่อว่า กุ่ย เป็นเจ้าของเรือ อายุก็เท่าๆ ผมนี่ล่ะ (อ่อนกว่าผมเดือนนึงด้วย) ก็แบบว่าเราไปสืบมาว่าบ้านกุ่ยรวยมากกกกกกกกก รวยไม่เกรงใจใคร เรา 5 คนก็เริ่มแผนชั่วเลยครับ  จัดการเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ปอเปี๊ยะเลย ฮ่าฮ่า ด้วยหวังจะกินกั้งฟรี นั่งเรือเที่ยวฟรี รีสอร์ทฟรี ฯลฯ กร๊ากๆๆๆ  ไปๆ มาๆ สองคนนี้ก็รู้จักกันจริงๆ อ่ะแฮะ  ลงล็อกแผนชั่วพวกเราเล้ยยยยยยย ฮ่าฮ่า 

    และแล้วก็นู่นนี่ไปเรื่อยๆ จนมาถึงฝั่ง ก็กลับไปภูเก็ต ไปเช่ารถที่ร้านเดิม แล้วก็ไปหาที่พักกันใหม่ คราวนี้ได้ที่พักใน มอ.อ่ะครับ แบบว่าเพื่อนโอเค้าอยู่ที่นั่น เลยเปิดห้องได้ถูกหน่อย มันเป็นโรงแรมของ มอ. แล้วก็ไปหาไรกินกันจนอ้วกเลยอ่ะ  เสร็จปุ๊บก็ไปเดินต่อที่แถวๆ ป่าตอง ก่อนที่จะกลับมานอนที่โรงแรม

     

    ตื่นเช้าก็ไปกินหมี่ฮกเกี้ยนกันครับ เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น อร่อยมากเลย กินเสร็จก็ไปทำธุระกัน จนหมดวัน แล้วก็ไปเที่ยวกันครับ เที่ยวผับที่ภูเก็ตแต่ว่าชื่ออาการซีเวียมาก ชื่อว่า กทม.”   ......เอ่ออออ ทำไมถึงได้ซีเวียขนาดนั้นนะ ? (-_-!)a  (เขาว่าเป็นผับวัยรุ่นไทยที่ดีที่สุดในภูเก็ตแล้วว่างั้น) โคตรเซ็งผับนี้เลยอ่ะ ห้ามผมเข้าไปเพราะผมใส่รองเท้าแตะ แต่ว่าถ้าใส่ถุงเท้าก็เข้าได้ ผมเลยยืมถุงเท้าอู๋ใส่เอา ..... ตลกมั้ย ? ผับกะหลั่วๆ แบบนั้นมีข้อห้ามเหมือนผับโรงแรมห้าดาวซะงั้น

     

    เที่ยวเสร็จก็กลับโรงแรมนอนกันตื่นเช้ามา ปอเปี๊ยะก็ไปสิมิลันอีกรอบ โดยมีสมหญิงไปเป็นเพื่อน พวกผมก็เลยเล่นๆ อยู่ที่หาดป่าตอง กินส้มตำกัน อร่อยดี เล่นๆ แถวนั้นสักพักใหญ่ๆ ก็กลับ ระหว่างทางก็แวะซื้อไอติมกิน ผมอยากกินมากเลยแวะซื้อ โดยลืมบอกราคาให้โอรู้ว่าราคามันไม่ธรรมดา โอก็เลยเผลอตัวลงไปซื้อฮาเก้นดาซกับผมซะเลย ฮ่าฮ่า แต่ว่าก็คุ้มอ่ะ อยากกินตั้งกะมาถึงแล้วกว่าจะได้กินก็ปาไปตั้งกี่วันแล้วล่ะ ?

    ตกดึกวันนั้นก็อีกแล้วครับ ไปกินเหล้าต่อกันที่ กทม.” (ผมแปลเอาเองว่า กลางทุ่งมหาสารคาม ก็แหม กะหลั่วขนาดนั้นนี่) เมาได้ที่ก็กลับไปโรงแรมกันครับ

     

    ตื่นเช้ากุ่ยพาไปกินอาหารทะเลที่แหลมหินอ่ะครับ ถูกมาก อร่อยโคตร พอกินเสร็จก็จะเดินทางไปกระบี่กัน แต่ว่าปอเปี๊ยะอยากไปพังงา หลังจากตกลงกันได้ก็เลยไปที่พังงาแทน ไปขี่ช้างและก็ล่องแพ (ไปทะเลแต่กลับไปขี่ช้างล่องแพซะงั้นน่ะ)  แล้วคืนนั้นก็ไปนอนที่พังงา ก่อนที่จะเดินทางไปกระบี่เพื่อขึ้นเครื่องที่นั่น

     

    ระหว่างทางขับรถไปกระบี่ก็ได้รู้ว่าวิวที่นั่นสวยมากๆ พร้อมๆ กับได้รู้ว่าคนใต้ขับรถได้เหียกมากๆ เช่นกัน พอไปถึงกระบี่ก็ถ่ายรูปซื้อของกัน กระบี่สวยมากๆ ครับ น่าเสียดายที่เวลาไม่พอ เพราะไปเสียเวลากับพังงา แต่ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปใหม่ ไม่ยากหรอกเรื่องแค่นี้ ไม่ต้องมีใครมาจ่ายเงินให้ด้วย สบายใจดี ไปแบบจ่ายเอง

     

    พอเสร็จสิ้นทุกอย่างก็ขึ้นเครื่องกลับ กทม.  (กรุงเทพมหานครนะครับ ไม่ใช่ กลางทุ่งมหาสารคาม) อย่างสวัสดิภาพ

     

    ปล. เที่ยวครั้งนี้คุ้มจริงๆ ครับ ขอบคุณโอมากๆ ที่ชวนผมมา

    ปล.2 การมาทะเลทำให้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจริงๆ

    ปล.3 ประสบการณ์ครั้งนี้ผมไม่ลืมหรอก ประทับ ลงไปในจิตใจเชียวล่ะ

    ปล.4 จริงๆ มีเรื่องให้เขียนอีกแปดแสน แต่ว่าเด๋วคนอ่านจะเบื่อเอาเป็นว่าใครอยากรู้เพิ่มมาถามผมเองดีกว่า เพราะเรื่องฮาๆ สนุกๆ มีอีกเยอะมากๆๆๆ เลย

    18 November

    ตระเวนราตรี

     
     
    ก็ไม่มีไรมากหรอก แบบว่าอยากไปดูคอนเสิร์ตน่ะ มันมีคอนเสิร์ตมาเยอะเลยแฮะ มากันสามที่อ่ะ แล้วเราก็อยากดูมันทั้งสามที่ซะด้วยสิเรา
     
    ที่แรกมี สครับ ที่ที่สองมี เบน ชลาทิศ ที่ที่สามมี บลูด็อก มา !!! เฮ้ออออ เอาไงดีเรา จะไปไหนดี  ?
     
     
    สุดท้ายก็ไปปักหลั่นอยู่ที่ "แรด" แบบว่าไปดูสครับดีกว่าเรา
     
     
    พอไปถึงปุ๊บ พี่เล็ก  หนึ่งในเจ้าของร้านก็เข้ามาทักทายเรา แล้วก็พาเราไปนั่งโต๊ะ เทกแคร์ดีอ่ะนะ (ตามประสาเจ้านายมาเอง) แล้วก็ทิ้งบัตรลดราคาให้ด้วย (ซึ่งพอเราบอกว่ามันไม่พอ พี่แกก็เลยแถมให้อีก ฮ่าฮ่า)
     
     
    พอดูๆ ไป ดูๆ มา เอ๊ะ ! ทำไมวงดนตรีที่นี่มันถึงได้เล่นแย่เอาการขนาดนี้วะ ? ร้องผิดคีย์ เพี้ยนโน้ต หลงห้อง คร่อมจังหวะ ....เอ๊ะ มันมีอะไรดีมั้ยเนี่ย ? แต่ว่าที่ทำเอาเราหัวเราะไม่หยุดเลยก็คือว่า มันร้องเพลง "คำถามโง่ๆ" ได้ฮาที่สุดแล้วอ่ะ ท่อนที่มันจะร้องว่า 
     
     "I don't know what to say but you know I still, I don't know what to say but you know I still care....."
     
    มันกลับร้องว่า "I don't know what to SEE BUT YOU SEE YOU SEE" !!!! อะไรก็ไม่รู้ว่ะ !!! ฮาแตกเลย นั่งหัวเราะด้วยความขำสุดๆ แล้วก็มันร้องคอรัสได้ห่วยมากๆ ไถโน้ตกันได้แบบว่า ..... อนาถหูมากๆ
     
     
     
    รอไปตั้งนาน จนห้าทุ่มครึ่ง ก็ยังไม่มีวี่แววพี่เมื่อยกับพี่บอลแห่งสครับ ว่าจะมาซะที เราก็เลยชวนเพื่อนๆ ไปกินเค้กที่ Cafe de Rad ดีกว่า เอาอากาศดีๆ พร้อมๆ กับลดมลภาวะทางเสียงด้วย (มันร้องเพลงแบบนั้น เราก็ตายพอดีสิ)
    พอไปถึงก็แบบว่าไปนั่งหน้าร้านอ่ะ  มันจะมีโซฟาแบบเป็นที่นอนเลยอ่ะ เราก็เลยนั่ง ปรากฏว่าเด็กในร้านมาบอกเราว่าที่ตรงนั้นน่ะมันเป็นที่ของเจ้านาย ห้ามคนอื่นมานั่ง !!! ..............  ซะงั้นน่ะ !!! มาไล่กันเนี่ยยยนะ ???     เราก็อายสิค้าบพี่น้อง....  
    เราก็เลยบอกไปว่า "ทีหลังก็เอาป้ายมาตั้งนะว่า ห้ามนั่ง เพราะว่าลูกค้ามานั่งแล้วไล่เนี่ย มันเสียควาามรู้สึกอ่ะ, แล้วมิทราบว่าจะเอาโต๊ะมาตั้งไว้ทำไม ??? ฝากไปบอกเจ้าของร้านเลยนะ ทั้งพี่เล็ก ทั้งเจ๊จู ว่าให้เอาป้ายมาปักเลย !!"
     
     
    แล้วก็ไปนั่งตรงอื่นก็ได้วะ !!! (ฮ่าฮ่า ไม่แน่จริงอ่ะเรา ไม่ออกไปเลยฮ่าฮ่า... ก็คนมันหิวนี่หว่า อยากกินเค้กด้วย) 
    พอนั่งกินเค้กได้สักพัก (เค้กอร่อยมาก) ก็เลยจะเดินไปผับต่อ ถือไอ้แก้วน้ำน่ะละไปด้วย พอไปถึงโซนเดิมที่เราออกมาตอนแรก ไอ้ PR มันก็มองเราแปลกๆ แต่ว่าก็ไม่พูดอะไร  เราก็เลยเดินๆ ไปเลย พอมันเห็นเพื่อนเราตามมาเท่านั้นล่ะ มันก็บอกห้ามเอาเครื่องดื่มเข้าไป !!! ซะงั้นน่ะ !!! อะไรอีกวะเนี่ย !!! .........เอ๊ะ ถ้าความจำกูไม่เสื่อม กูซื้อน้ำแก้วนี้มาจากร้านของมึงไม่ใช่เรอะ !!! แต่สงสัยหน้าเราโหดมั้ง PR มันเลยไม่กล้าว่าอะไร ? (ตัวมันใหญ่กว่าเราตั้งเยอะ ไหงกลัวกูวะ ? ) แต่ว่ากับเพื่อนเรา มันกล้าเข้าไปบอกเฉย.... แต่ว่าเพื่อนผมก็ไม่สนใจอ่ะครับ ปล่อยให้มันพูดไปงั้นล่ะ แล้วก็เมินมัน เดินเข้ามาเลย ถือแก้วน้ำมาด้วยอ่ะ  555+
     
     
    พอเข้ามา ก็มาตกระกำลำบากกับเพลงอีกอ่ะสิ เพลงเหียกๆ ของที่นี่.....เฮ้ออออออ !!!! จนนู่นนนนแหละ ตีหนึ่งได้มั้ง พี่เมื่อย กับ พี่บอล จึงจะโผล่หน้ามา ถึงได้มีชีวิตขึ้นมาหน่อย เพลงค่อยน่าฟังขึ้นมาหน่อยยยยย
     
     
    พี่แกก็ร้องๆๆๆ ไป จนจบ พวกเราก็รีบกลับ (ก็จะอยู่ทำลิงอะไรล่ะ ? ที่ทนอยู่ตั้งกะ 20.30 น. ก็เพราะพี่แกนี่ล่ะ แล้วต้องทนอยู่กับวงดนตรีแมวๆ อีกนี่สิ)
    พอออกไป เพื่อนๆ เราก็อยากถ่ายรูปกับพี่บอล เราก็เลยต้องตระเวนๆๆ ทั่วทั้ง แรด (ร้านมันมีหลายโซนไงท่านผู้อ่าน) ก็ได้เจอพี่แก แล้วก็ถ่ายรูปซะที แล้วตอนถ่ายรูปอ่ะเพื่อนผมก็โคตรฮา มันชื่อ ออยครับ ออยมันก็จะถ่ายพี่บอล แต่ว่ามันก็มองไม่เห็นพี่บอลในจอ LCD แล้วมันก็บ่นว่า "เฮ้ยยย!! ทำไมมันมืดไปยังงี้วะ ?" ผมเลยชี้ทางสว่างให้มันครับว่า "ออย !!! กล้องมันหันหน้าเข้าตัวเองว่ะ !!" เท่านั้นล่ะ ออยถึงบางอ้อเลย 555+ โคตรจะฮาเลยออยเนี่ย
     
     
     
     
    วุ่นวายกันพักใหญ่ ก็กลับกัน ง่วงมากกกกก แต่ว่าก็ทนๆ เอาละกันเรา
     
     
     
     
     
    ปล. เพิ่งรู้ว่าร้านนี้จองโต๊ะได้เพียงแค่โทรไป .... คราวหน้าที่ Cressendo มาจะโทรไปจองแล้วกัน ไม่ไปทนเจอสภาพอนาถาอีกแล้ว
    ปล.2 อิจฉาน้องปิ๊ก กับเจ้าอาร์ตอ่ะ แบบว่าไม่ต้องไปทนแบบพวกเรา มาเจอเรากลางคันก็ได้โต๊ะสถิตเลย ดีอ๊ะ !!! (รู้มั้ย ว่าพี่ๆ ต้องมาทนขนาดหนายยยยยย)
    ปล.3 ปั้นอ่ะ บอกว่ามาถึงจะโทรเข้ามา แต่ก็ดอดไปนั่งคนเดียวซะงั้น....มาแสดง MV เพลงอกหักรึง๊ายยยยย
    ปล.4 เจ้าของผับแถวนั้น(ไอ้ผับที่เอาคอนเสิร์ตมาอ่ะ) ไม่ว่าจะเป็น เฮียเป็ก เฮียเอ๊ส พี่แบงค์ ณ ยูบาร์ หรือว่าแม้แต่ เจ้าปอ ณ ชิคคลับ ก็ยังมาดู (ย้ำมาดูเลย ไม่ได้มาสังเกตการณ์)
     
     
     
     
     
    อัพบลอกคราวหน้าคงจะเป็นการเดินทางไปเที่ยว (อีกแล้ว) ของผม คราวนี้จะไปสิมิลันอ่ะครับ ไปนานหน่อย 9 วันเลย

     
    08 November

    เจียงใหม่ : ลอยกระทง+ทอดกฐิน+พืชสวนโลก

    เพิ่งกลับมาครับ กลับมาจากเชียงใหม่ แบบว่าไปทอดกฐินที่นั่น แล้วก็เลยไปลอยกระทงกับไปงานพืชสวนโลกด้วยซะเลย ไป สี่วันสามคืน ตอนแรกว่าจะอยู่นานกว่านั้นอยู่นะ แต่ว่าติดเรียนเลยต้องกลับมาซะก่อนอ่ะนะ T_T

    วันแรก

    การเดินทางก็เหนื่อยน่ะนะ แต่ว่าก็โอเค มีคนไปด้วยเยอะ มีน้าใหญ่เป็น Joker ที่สุดๆ จริงๆ พร้อมทั้งยังมีสาวน้อยคนนึงที่จีบยากมากๆ ชื่อว่าน้อง ต้นข้าว แบบว่าผมจีบยากมากๆ แต่ว่าผมก็จะจีบให้ได้เลย ไม่ยอมเล่นกับผมอ่ะ ไม่ยอมๆ

     

    วันแรกที่ไปถึงก็เหนื่อยหน่อยออกจากขอนแก่นราวๆ สี่ห้าทุ่ม ไปถึงนู่นก็เช้าๆ ไปเช็กอินที่โรงแรมก็ยังไม่ให้เราเช็กซะงั้น บอกว่าห้องมันยังไม่ว่าง ...ก็ได้วะ ไปกินข้าว+ไปเที่ยวซักหน่อยก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาเช็กอินตอนเย็นๆ ก็ได้

    ไปกินข้าวเช้าที่ร้านอาหารแบบว่าพวกข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวอ่ะ ร้านหน้า มช (ไม่รู้ว่าตรงนั้นเรียกว่า หน้าม.ช. ได้มั้ย เพราะว่าไม่ใช่เด็ก ม.ช. อ่ะ)  แม่ง ร้านนี้แย่จริงๆ อาหารก็ไม่อร่อย เสิร์ฟก็ไม่ดี บริการก็หมา มันขายได้ไงวะ ? (เอาน่า กูยังหลวมตัวเข้าไปแด๊กเลย) กินไปสักพัก เริ่มไม่ไหวแล้วว่ะ เลยคว้าโทรศัพท์โทรหาแจ๊คซะหน่อย เด็ก ม.ช. ของเรา บอกว่าเรามาถึงเจียงใหม่แล้วเน้อ มันบอกว่าอยากเจอเราอ่ะนะ บอกว่าเย็นวันนั้นจะมารับเราเลย ไอ้เราก็โคตรจะเหนื่อย เลยบอกมันไปว่า เอาไว้วันหลังดีกว่า วันนี้เหนื่อยอ่ะ

    เสร็จปุ๊บ ก็ไปเที่ยวดอยสุเทพ (ไปโคตรรรร บ่อยแล้วอ่ะ แต่ว่านะ ก็ต้องไปอีกอ่ะ เพราะว่าไม่มีที่ไปแล้วนี่) วิ่งขึ้นครับ ผมกับเจ้าเบ้น วิ่งขึ้นกันสองคน แบบว่าไม่อยากเสียเงินอ่ะ เสียดาย ขึ้นไปข้างบนดูวิว ไหว้พระ แล้วก็จะลงมา เหลือบไปเห็นบูธขายของ ให้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไอ้เราก็คนชอบดูของอ่ะนะ เลยไปดูซะหน่อย สุดท้ายก็เลยได้ของฝากเฮียบอยอ่ะ (เฮียไม่ได้มา ก็ซื้อของไปให้แล้วนะ เด๋วจะส่งไปให้ถึงชิคาโกเลย)

     

    พอลงมาก็ไปสวนสัตว์ต่อ แบบว่าต้องจ่ายเงินมะหล่ำมะเหลี่ยอ่ะ ไม่ชอบเลย ถ้าอยากดู ช่วงช่วง กับ หลินฮุ่ย ก็ต้องจ่ายเพิ่ม ..... เรื่องไรวะ ? กูไม่จ่ายเฟ้ย ไม่ดูก็ได้ งกอ่ะ จะทำไม ?

     

    พออกมา ก็เหนื่อยๆ กันแล้วอ่ะ ก็เลยไปเช็กอินที่โรงแรม ก็ดีนะ โรงแรมนี้ นอนเล่นสักหน่อย ก็ออกมากินข้าวกันที่ร้านอาหารริมปิง ชื่อว่า ท่าน้ำ แบบว่าบรรยากาศดีมากๆๆๆๆๆ ชอบโคตรๆๆๆ อ่ะ อยากไปอีกจัง

     

    กินเสร็จหมดไปเยอะโขอยู่ แต่ก็โอเค มาเที่ยวนี่เนอะ อย่าคิดมากๆ แล้วก็กลับ โรงแรมกัน แต่ว่าเรากลับยังอยากเที่ยวต่อนี่สิ ก็เลยคว้าโทรศัพท์โทรหาแจ๊คซะเลย ว่าให้มารับหน่อย จะไปเล่นอ่ะ ไปไหนก็ได้ ปรากฏว่าแจ๊คโง่ครับ ไม่รู้จักว่าโรงแรมที่ผมพักอยู่มันตั้งตรงไหน ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ตรงไนท์บาร์ซาร์น่ะละ แต่ว่ากลับไม่รู้จักซะงั้นน่ะ  (อยู่มาได้ไงวะ ตั้ง 3 ปี ) กว่าจะมาถึงก็ซักระยะเลยอ่ะ  มาถึงมันก็พาไปหอมันก่อน อยู่หอในครับ บรรยากาศรอบๆ ดีมากๆ ไม่น่ากลัวเหมือน มข. ของเรา หน้าห้องนอนแจ๊คก็แบบว่ามีการแบ่งชนชั้นมากๆ มีป้ายเขียนตัวโตๆ เลยอ่ะว่า ห้องกรรมการพอพัก .....โอ้โห ที่ มข. ไม่เห็นจะมีอะไรอย่างงี้เลยวะ เสร็จปุ๊บ แจ๊คก็พาไปเล่นประทัดที่อ่างแก้ว แบบว่าชอบมากๆๆๆๆ ที่นู่นมันเป็นเมืองไร้กฎหมายรึไงวะ ? เล่นประทัดไม่ผิดกฎหมาย มีขายกันทั่วไป แบบว่าหาง่ายกว่าเซเว่นอีกอ่ะ  เล่นกันได้เถื่อนมากๆ อยากปาใส่ใครก็ปา อยากแกล้งใครก็แกล้ง แต่ว่าผมไม่เล่นครับไอ้ประทัดตู้มๆ อ่ะ เล่นพวกแสงๆ แทน แจ๊คซื้อประทัดมา ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร คล้ายๆ วี้ดบึ้มแต่ว่ามันไม่มีเสียงอ่ะ มีแต่แสง ให้เราเหวี่ยงๆ มันขึ้นฟ้าเอา .... สนุกดีครับ เหวี่ยงจนปวดไหล่เลยอ่ะ เล่นเยอะมากๆ หลายประเภทอยู่นะ

     

    พอเล่นเสร็จก็ไปขับรถเล่นกัน ไปดูที่นั่นที่นี่ เยอะแยะไปหมด แจ๊คก็จะพาผมไปอ่างเกษตรอ่ะ แต่ว่ามันปิดแล้วแบบว่าดึกแล้วเลยปิด แต่ว่าแจ๊คบอกว่าที่นั่นสวยนะ วิวดี อยากให้เห็น....แต่มันดันปิดแล้วอ่ะ T_T

     

    ก็เล้ยยย ไปขับรถเล่นแทน ตะแลดๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็วนไปร้านเหล้าร้านเที่ยวต่างๆ แบบว่าไปหาเหนี่ยว จะไปเซอร์ไพรส์เหนี่ยวซะหน่อย แต่ว่ามองดูสภาพแล้วไม่ไปดีกว่า (เหนี่ยวมันนั่งร้านมังกี้อ่ะ)

     

    สุดท้ายขับรถเล่นถึงเกือบๆ ตีสอง ก็ให้แจ๊คมาส่งที่ โรงแรมแล้วก็นอน

     

     

    วันที่สอง

    ตื่นเช้ามาก็เวิ่นเว้อหลายประการกว่าจะออกโรงแรมได้ก็10 โมงได้มั้ง แล้วก็ไปงานพืชสวนโลกครับ งานใหญ่มากๆ แล้วก็สวยมากๆ มีการจัดสวนแบบต่างๆ ของแต่ละประเทศในโลก แต่ที่ฮาที่สุดคงเป็นของ เนเธอร์แลนด์อ่ะ ตลกโคตร แบบว่ามันมี ทิวลิป เป็นตัวชูโรงไง ไอ้เราก็ไปดูๆ ซะหน่อย ไหนๆ ก็มาแล้ว (ซุ้มมันเป็นกังหันอ่ะ เป็นสัญลักษณ์ของที่นั่นหมุนๆ อยู่) แล้วก็มี ทิวลิป ปลูกอยู่หน้ากังหันอยู่แปลงหนึ่ง ง่อยๆ อ่ะ มีที่บังแดดคลุมด้วย คลุมต่ำมากๆ ต่ำชนิดที่ว่าคนจะดูก็ต้องก้มหน้าเลียดๆ พื้นดินอ่ะ ถึงมองได้ (มันป้องกันความร้อนไง ก็เลยทำแบบนี้ แต่ว่าทำไมไม่เอาไว้ห้องแอร์วะ ? ) พอมองเข้าไปข้างหลังของซุ้มนี้ก็มีห้องคล้ายๆ เรือนกระจกครับ แต่ว่าไม่ได้เปิดแอร์นะ มันเป็นส่วนหนึ่งของ สวนเนเธอร์แลนด์ เขาล่ะ แต่ว่าข้างในมีไรรู้มั้ยท่านผู้อ่าน ?  มันมี ต้นพริกชี้ฟ้า ครับ !!! ไม่พอครับ ไม่พอ มันยังมี ต้นตำลึง มีอะไรอีกมากมาย ที่ทำเอาผมงงว่ามัน เนเธอร์แลนด์ ตรงไหน ? รึว่าประเทศนี้มีสาวๆ อีสานเป็นสินค้าส่งออกไปอยู่เยอะวะ ? แล้วทำไมไม่เอาทิวลิปที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่มาไว้ในนี้วะ ? งง จริงๆ

     

    เดินไปหลายที่มากๆ ไปดูไฮไลท์ของงานเขาเลยคือ หอคำหลวง สวยจริงๆ ครับ งามโคตรๆ ขอบอกว่าไปดูให้ได้นะ ท่านผู้อ่าน สวยจริงๆ

    เดินจนเหนื่อยมากๆ (ตอนนั้นราวๆ บ่ายสองแล้ว) แต่ว่ายังเดินไม่ถึง ¼ ของงานเลยอ่ะ  แต่ว่าผมก็ต้องไปทำธุระต่อแล้วไง ก็เลยต้องออกมา แล้วก็ไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งจำชื่อร้านไม่ได้ อาป๊าแกได้ข้อมูลมาว่าร้านนี้เด็ดจริงๆ หมึกแดงมาการันตีแล้วอ่ะ ก็เลยลองๆ ไป มันเป็นร้านอาหารอีสานครับ (เวรกรรม กรูถ่อมาเจียงใหม่เพื่อมากินส้มตำนี่นะ ? )

     

    พอมาถึงร้านอ่ะครับ ก็แบบว่าเจ้าของร้านทำหน้าตกใจมากๆ เมื่อเห็นหน้าแม่ผม แบบว่าแกกรี๊ดเลยอ่ะ ไปๆ มาๆ กลายเป็นคนรู้จักที่ไม่เจอกันมา 15 ปีซะงั้นน่ะ แกเป็นลูกสาวของอาแปะที่แม่ผมนับถือ อาเหล่าแปะแกเป็นเจ้าของโรงก๋วยเตี๋ยวที่ขอนแก่นตรา ทานตะวัน แต่ว่าเหตุการณ์นานาประการทำให้แกต้องมาอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็เปิดร้านอาหารที่นั่น ดังซะด้วย กลายเป็นว่าพ่อแม่ผมเจอคนรู้จักซะงั้นครับ นั่งคุยกันนานมากๆ จนพ่อแม่เกือบไม่ได้กินข้าวอ่ะ (แต่ว่าผมกินแล้วอ่ะ ฮ่าฮ่า ลูกที่ดี ไม่ยอมรอป๊าม้า)

     

    กินเสร็จก็กลับโรงแรมไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปวัด เพราะว่าต้องไปเตรียมของก่อนวันทอดกฐินในวันพรุ่งนี้อ่ะครับ พอไปถึงวัดก็ค่ำๆ แล้ว ก็สวดมนต์พระ ทำนู่นนี่ไปเรื่อย แล้วก็สุดท้ายก็ได้ปล่อยโคมครับ ลอยยี่เป็งกัน เพิ่งจะได้ลอยแบบเต็มยศก็คราวนี้ แบบว่ามีกระดาษห้อยด้วยอ่ะ เป็นปีเกิดเรา เขียนชื่อ วันเดือนปีเกิด มีรูปวัวฉลูด้วยนะ ปีเกิดผม แล้วก็ใส่เงินไปมากกว่าอายุ1 บาทด้วย โคมของผมใส่สามคนครับ มีชื่อเฮียบอย เบ้น แล้วก็ผม ก็คุยกับเบ้นเล่นๆ ว่า มาเบ้น เรามาวันบุญกัน ถ้าบุญเราเยอะจริงก็คงลอยวะ ที่พูดงั้นก็เพราะว่าคนอื่นเขาไม่ลอยอ่ะครับบางคนตกดิ่งๆ จริงๆ เพราะว่ามันหนักเงินไง แล้วของผมก็มีเงินตั้งสามคนอ่ะ ก็เลยคุยขำๆ กันว่ามันจะขึ้นให้มั้ย อาม้าเลยบอกว่า มันต้องขึ้นสิ ให้มันลอยไปถึงชิคาโกเลย ลุ้นนานครับระหว่างที่กำลังจุดโคมว่าจะลอยมั้ย พอโคมมันตึงๆ มือ ก็เลยปล่อย.....โอ้โห ลอยละลิ่วเลย เร็วมากเลยครับ ไปให้ถึงชิคาโกเลยนะโคมเอ๊ยยยยย

    พอมาถึงของอาป๊ากับอาม้า (สองคนนี้ลอยด้วยกัน) ของแกฉิวกว่าของเราสามพี่น้องอีกอ่ะ ลอยขึ้นเร็วโคตรๆ

    แต่ที่ลุ้นมากๆ คือของน้าเล็กอ่ะ มันลอยไปได้สองเมตร แล้วก็ค่อยๆ หล่นๆๆ ลงมา คนข้างล่างก็ลุ้นกันทำท่าโบกไม้โบกมือพัดๆๆ ไปอ่ะ แต่ว่าสุดท้ายก็ลอยขึ้นแล้วก็ฉิวไป น้าใหญ่เลยแซวว่า ของกูอ่ะลอยเลยขึ้นสูงไม่เหมือนของมึงว่ะเล็ก ฮ่าฮ่า (สองคนนี้เป็นฝาแฝดครับ โคตรรร ฮา ผมเกิดมาไม่เคยเจอใครฮาเท่าแกสองคนแล้ว) สักพักใหญ่ๆ ก็เห็นน้าใหญ่เดินมาจากไหนไม่รู้คว้าโคมเดินดุ่มๆ เข้ามา แกบอกว่า โคมของแกมันลอยก็จริง แต่ว่าดันไปตกที่จอดรถนอกรั้ววัดนี่เอง ....!!!! ฮ่าฮ่า กร๊ากกกก โคตรจะขำเลยครับ โคมตกอ่ะ แกเลยต้องเสียเวลาทำใหม่หมด...สม ! ฮ่าฮ่า

     

    พอเสร็จปุ๊บก็กลับโรงแรมกัน ผ่านน้ำปิงครับ คนเยอะมากๆ คนเริ่มมาลอยกระทงกันเยอะแล้ว (ที่นี่เขาลอยกันวันที่ 3-5 เลยครับ) กว่าจะรถฝ่าดงคนไปได้ นานเหมือนกัน แวะไปซื้อดอกไม้ที่ตลาดวโรรสแล้วก็กลับโรงแรมนอนกัน

     

     

    วันที่สาม

     ตื่นเช้ามาก็แบบว่าไปวัดเลย รีบมากๆ กลัวเสียฤกษ์ เจ้าทอป (ลูกพี่ลูกน้องผมวัย 9 ขวบ) มันดื้อโคตรๆ มันไปเล่นประทัดกับเจ้าปาล์ม (น้องชายวัย 5 ขวบของมัน) ไปทำเอารถแคมรี่เขาเป็นรอยไหม้เลยอ่ะ แบบว่าทอปมันไปวางถึงขนมก๊อบแก๊บไว้ฝาท้ายรถเขา แล้วปาล์มก็ปาประทัดไปที่ถุงขนมแล้วก็ระเบิดไหม้เลยอ่ะ เป็นรอยน่ากลัวอยู่ แต่ว่าดีนะ ที่เขาไม่รู้ เกือบซวย

     

    เสร็จงานจากวัดแล้วก็ไปบ่อสร้างไปดูที่ทำร่ม (ไปมา 88 รอบแล้วแต่ก็ต้องไปอีกอ่ะ) เสร็จแล้วก็ไปสันกำแพงไปบ่อน้ำพุร้อน (อันนี้ก็ไปจนหลับตาก็เดินถูกอ่ะ) เสร็จแล้วก็กลับโรงแรมเปิดวงสักหน่อย วัดดวงกันพอหอมปากหอมคอ น้าออยภรรยาวัยเอ๊าะของน้าใหญ่ (อายุ 24 ปี) เป็นเจ้ามือเอง ป๊อกแล้วป๊อกอีก แบบว่านะ ผมเสียเยอะเลย ตั้ง 20 บาทแน่ะ แต่ว่ามีน้องหยก ลูกสาวน้าแกคอยอุปถัมภ์ผมอ่ะ เอาเงินให้เรื่อยๆ  น้องแกดวงดีครับ 3 เด้ง 2 เด้ง อยู่นั่นล่ะ (น้องแกอายุ 5ขวบครับ ..... เจ๋งมั้ยล่ะ ตระกูลผม ฮ่าฮ่า) 

     

    เล่นเสร็จ ก็ไปกินข้าว แต่ว่าผมไม่ได้ไปด้วยหรอกนะ เพราะว่าวันนี้มีนัดกับเพื่อนๆ อ่ะ ไปลอยกระทงกัน ก็โทรให้แจ๊คมารับอ่ะครับ แต่ว่าแจ๊คบอกว่าติดขบวนยังมาไม่ได้ คงต้องให้ผมเดินไปครึ่งทาง !!! บ้าไปแล้วเหรอแจ๊คให้เบิดเดินไปเนี่ยนะ ???? จากไนท์บาร์ซาร์ไปถึงคูเมืองนี่นะ ????? บ้าโคตรๆ !!! แต่ว่าผมไม่มีทางเลือกครับ ก็เลยต้องเดิน แต่ว่าหิวอ่ะ เลยแวะไปซื้อของกินที่สตาร์บัคส์สักหน่อย (ซื้อของโปรดครับ ชินนามอนโรล ปกติจะกินกับโกโก้เย็น แต่ว่าวันนั้นคิดว่าต้องอยู่ดึกเลยกินมอคค่าดีกว่า อร่อยจริงๆ ชินนามอนโรล+มอคค่า ของสตาร์บัคส์อ่ะ ว่าจะแวะซื้อฮาเก้นดาซต่อ แต่ว่ามือถือไม่ไหวแล้วอ่ะ เด๋วค่อยมากินก็ได้) เดินมานานพอสมควร เกือบๆ 15 นาที ดีนะที่ซื้อของกินมาไม่งั้นกูเป็นลม ถ้าเป็นลมนะ จะเอาผิดแจ๊คเลย ปล่อยให้เราเดินได้ไงวะ ? ไม่เป็นเจ้าบ้านที่ดีเอาซะเลย สักพักเดินไปถึง ประตูเชียงใหม่ แจ๊คก็โทรมาว่าขบวนไปแล้วให้เรารออยู่นั่นล่ะจะมารับ พอมารับปุ๊บ ก็ไปหาตั้มกับอ้อมครับ สองคนนี้อยู่โรงบาลบ้าสวนปรุงครับ (ฮ่าฮ่า มันเป็นนักเรียนหมอครับ มาเรียนจิตวิทยาที่นี่) ไม่เจอกันนานมากๆๆๆ กับเสี่ยวผม เจ้าตั้มอ่ะ พอเจอมันนะ ตกใจจริงๆ มันอ้วนอ่ะ 68 กิโลกรัมอ่ะ !!! มีพุงด้วย เพื่อนกรู .....(-_-“) พอเห็นอ้อม ก็ตกใจพอกันครับ แนวจริงๆ การแต่งตัวเธอ นี่เธอเป็นหมอหรือว่าถาปัดวะ ? (กรูวะถาปัดยังไม่แนวเท่าอ้อมเลย)

     

    ก็ไปกินข้าวกันครับกับอ้อมตั้มแจ๊ค แล้วก็เพื่อนๆ หมอของตั้มอ้อม กินกันที่ตลาดวโรรส แล้วก็จะลอยกระทงแถวๆ นั้นด้วย น่ากลัวมากบรรยากาศที่นั่น เหมือนสนามรบเลย ประทัดกระจายจริงๆ หลบยังกะหลบระเบิดอ่ะ ตู้มซ้าย บึ้มขวา ไหนจะพลุที่มันแตกต่ำๆ อีก โหยยย ถือกระทงหลบกระสุนประทัดครับ (คนที่นั่นเล่นโหดจริงๆ นะ ปาใส่กันยังกับว่ามันไม่อันตรายยังงั้นล่ะ ตำรวจก็ไม่จับ แบบว่า ตำรวจที่นู่นแจ๊คบอกว่ามีหน้าที่โบกรถอย่างเดียว หมวกกันน็อก+ซ้อนสามก็ไม่สนไม่จับครับ) กว่าจะได้ลอยกระทงเจ้าตั้มก็เท้าไหม้ครับ เพราะว่าโดนไฟจากโคมอ่ะมันมีน้ำตกติดมาด้วยไง แล้วมันสะเก็ดไฟตกลงมาใส่เท้า ผมกับตั้มกระโดดหลบหัวซุกหัวซุน แต่ว่าตั้มมันหลบไม่พ้นครับ เลยซวยไป (น่ากลัวมะ ? ทั้งซ้าย ทั้งขวา ทั้งหน้า ทั้งหลัง แล้วยังมีด้านบนหัวอีก อันตรายจริงๆ นี่กูมาลอยกระทงรึว่ามารบวะ ? )

     

    ลอยเสร็จก็ไปอ่างแก้วกันครับ ไปเล่นประทัดกัน ..... โอ้โห วันนี้ที่นี่เล่นกันเถื่อนมากๆ โหดจริงๆ แล้วผมก็เจอเหนี่ยวซะที (กว่าจะเจอได้นะมึง) เล่นกันได้นานอยู่นะ แล้วก็กลับกันไปส่งพวกหมอที่โรงบาล แล้วก็ร่ำลากัน แล้วก็เหลือ ผม แจ๊ค เหนี่ยว สามชีวิตครับ เลยไปกินข้าวต้มที่ร้านซัวเถา อยู่หลังมอ อ่ะ ถูกโคตรๆๆๆ อร่อยด้วย กินเสร็จก็ไปกรึ๊บกันที่อ่างแก้ว (เอ๊ะ ! กูเป็นไรกับอ่างแก้ววะ ?) บรรยากาศดีครับ มีพลุให้ดู มีโคมสวยๆ ให้เห็น นั่งเย็นๆ ริมอ่าง มีหมอก เบื้องหน้าเป็นดอยสุเทพ มีพระจันทร์เต็มดวงด้วย โคตรแจ่มอ่ะ (แต่ว่าถ่ายรูปมาไม่ได้ครับ กล้องมือถือถ่ายมืดๆ ขนาดนั้นไม่ได้ ภาพในบลอกนี้ก็มือถือนะครับ ได้ดีสุดแค่นี้ล่ะ) กินเสร็จราวๆ เกือบตีสาม ก็ให้แจ๊คมาส่งที่โรงแรม ระหว่างกลับ เต๋อโทรมาครับ มีเรื่องร้อนใจมากๆ เพราะว่าเต๋อดันไปเห็นผีครับ คือไม่เห็นแบบธรรมดาครับ มันเห็นแบบว่าเป็นกิจวัตรเหมือนเหนี่ยว เหมือนทรายไปเลยอ่ะ มันเซ็งมาก ที่จู่ๆ มันก็เห็นอ่ะ มันบอกว่าไม่ชอบเลย ผมเลยเตือนมันไปว่าอย่าไปด่าเขาล่ะ บอกเขาดีๆ เพราะมันเคยชี้หน้าด่าผีมาแล้วอ่ะครับอีเต๋อนี่มันแรงครับ .... ผมเลยโยนโทรศัพท์ให้มันคุยกับเหนี่ยวซะเลย เพราะเหนี่ยวเป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน เหนี่ยวบอกว่า เด๋วก็ชินเองเต๋อ เพราะว่าเหนี่ยวมันบอกว่าแรก ๆ มันก็ไม่ชินหรอก กลัวมาก ที่ต้องมาทนเห็นทุกๆ คืน แต่ว่าไปๆ มาๆ ก็คิดได้ว่า กลัวไปก็เท่านั้น ก็เลยอยู่ด้วยกันกับผีมันวะเลยสะใจดี ...... ซะงั้นน่ะเพื่อนกู เด็ดจริงๆ

     

    คุยเรื่องผีๆ กับการรับมืออยู่นาน ผมก็มาถึงโรงแรม ก็เลยเข้าไปนอนดีกว่าเหนื่อยอ่ะ เพลียด้วย ตื่นเช้ามา ก็กลับครับ

     

    วันที่สี่

    เดินทางกลับแต่เช้า ระหว่างทางก็แวะนั่นนี่ไปเรื่อย ได้ไปกราบพระธาตุช่อแฮที่แพร่ด้วย รู้สึกดีจริงๆ แล้วก็ยิงยาวกลับขอนแก่นเลย สบายใจๆ จริงๆ ทริปนี้ (แต่สุดท้ายผมก็จีบน้องต้นข้าวไม่ติดอ่ะ เศร้าเลย ไม่เคยจีบใครไม่ติดเลยนะนี่)

     

     

    เดินทางเหนื่อยนิดหน่อย แต่ว่าก็สนุก ที่ได้เจอเพื่อนๆ ได้ทำบุญ ได้ไปนู่นนี่ ได้เจออะไรดีๆ รู้สึกดี จริงๆ ครับ ทริปต่อไปของผมถ้าไม่ผิดพลาดก็คงได้เดินทางไกลอีกแน่ๆ ราวๆ ปลายเดือนนี่ล่ะ ถ้าได้ไปแล้วจะมาเล่าต่อว่าเป็นไงนะครับ

     

    18 August

    เหนื่อยแท้ เดินทางตลอดเลยกู

    เง้อออ เหนื่อยมากกกก เพ่
     
    หลังจากกลับมาจากเมกาได้เดือนเศษ ๆ ก็ต้องเดินทางไปนู่นนี่ อีกแล้ว แม้ว่าจะไปไม่นานก็ตามเหอะ แต่ว่ามันก็เหนื่อยนะ   ! ไม่ไปก้ไม่ได้อีกซะงั้น -_-"a
     
    ไปไต้หวันมา แบบว่าไปทำธุระ พอกลับมาปุ๊บได้นอนบ้านสองคืน ก็บินไปทำธุระที่จีนต่ออีกซะงั้น่ะ เหนื่อยตายโหง
     
     
    กูเหนี่อยยย !!!
     
    แต่ว่าก็ยังดีวันนี้ปิดคอร์สไปวิชานึงละ เหลือแค่ตัวเดียวเองทั้งเทอม สบายใจจัง เรียนน้อยๆ จะได้ไปเที่ยวอีกๆๆๆ (ไหนว่าเหนื่อยไงวะ ? )
     
    คึดฮอตเพื่อนๆ ทั้งหลายๆ ร้อยชีวิตเสมอเด้อ !
    29 March

    กลับมาแล้ว กลับจากเกาหลี

    หลังจากเคยไปเมื่อราวๆ 7 ปีที่แล้ว คราวนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปมากมาย รวมทั้งคนเกาหลี ที่เราเคยเจอแต่แบบ ร้ายๆ เน่าๆ ถึงขั้น severe เลยทีเดียว แต่ว่ามาคราวนี้กลับเปลี่ยนไปซะจิงๆ ดีขึ้นซะเราต๊กกะใจ ว่า "เฮ้ย ! มันเป็นไปได้ด้วยเหรอวะ เนี่ย ?"
     
    ไปเที่ยวก็ที่เดิมๆ น่ะล่ะ ไม่ว่าจะเป็นไปเที่ยวแหล่งซื้อของต่างๆ ตามตลาดต่างๆ ไปพระราชวังเคียงบอก หรืออะไรต่อมิอะไรๆ ที่เหมือนๆ เดิม
     
    แต่ว่าก็มีการเพิ่มรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมชมสถานที่ถ่ายจังกึม (ที่นู่นโคตรดังอ่ะ แบบว่าทั้งๆ ที่อวสานไปแล้ว 3 ปี ก็ไม่คิดว่า มันจะยังฮิตได้ขนาดนี้ แบบว่าถึงขึ้นเรียกได้ว่า เป็นเทศกาลจังกึมได้เลย จะมีรูปเธอไปทั่วมุมเมือง เรียกได้ว่าเห็นรูปเธอทุกๆ ห้านาที)
     
    โดยรวมก็สนุกมากๆ แต่ก็หนาวมากๆ ด้วย อุณหภูมิก็ราวๆ 6 องศา (ตอนเที่ยง) และตอนกลางคืนจะน้อยกว่ากลางวัน ราว ๆ 10 องศาได้   (แล้วเฮียบอยที่อยู่ที่ชิคาโกจะไม่แย่กว่านี้เหรอวะ ? )
     
    แบบว่าตอนไปก็มีเรื่องราว นิดหน่อย อาม้าตกบันได หน้าแข้งก็ฟาดกับบันได บวมเลย เกือบเดินไม่ได้ เคราะห์ดี ที่เป็นวันสุดท้ายและก็กำลังจะกลับแล้ว และก็โชคดี ที่มีหมอกระดูกเป็นลูกทัวร์ด้วย เลยมีคนดูแลไปโดยปริยาย
     
    และแน่นอนว่าหนึ่งในภารกิจของเราก็คือการตามล่าหาแผ่น ดงบังชินกิ ให้เอ๊อะ (ที่นู่นน่ะดังโหดดดดด แบบว่าไม่ไหวแว้ว แต่ว่ายังน้อยกว่าจังกึมน่ะนะ ถ้าเทียบในเรื่อง Ad) แต่ว่าของที่เอ๊อะสั่งซื้อมันไม่มีนี้สิ มีแต่ DVD All About TVQX แทน ก็เลยเอาอันนี้มา อีกอย่างนะ ร้านขาย CD เขาน่ะ เหมือนร้านที่ขายหน้า ตลาด อ.จิระเด๊ะๆๆ เพราะงั้นเราเองก็ไม่คิดจะหาอะไรได้จากร้านเยี่ยงนี้อยู่แล้ว แต่ว่านะ มันกลับมีDVD ขายนี่ล่ะ เราล่ะอึ้งไปเลยอ่ะนะ 
     
    ส่วนรูปต่างๆ เดี๋ยวจะเอามาอัพลงให้เฮียละกันเด้อ อ้อ ! ส่วนวิดีโอเดี๋ยวอัดลง DVD แล้วจะส่งไปให้ที่นู่นเลย